15 เทคนิค เปลี่ยนคุณเป็นคนไม่คิดมาก

คุณกำลังคิดมากอยู่หรือเปล่าครับ? หากคุณกำลังรู้สึกคิดมากกับบางอย่างอยู่ โปรดรู้ไว้ว่า คุณไม่ได้ตัวคนเดียวและไม่ใ่ชเรื่องผิดแปลกอะไรเลยครับ

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

การคิดมากเป็นเรื่องปกติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่คิดมากอยู่เสมอตลอดเส้นทางของชีวิต

“ถ้าฉัน…. จะเกิดอะไรขึ้น เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษเราถามตัวเองในหัวตลอดเวลา เพื่อปกป้องชีวิตตัวเองกับภัยอันตรายมากมายในป่า โดยเฉพาะเดี๋ยวถูกเสือจับกิน”

เช่นเดียวกับในยุคปัจจุบัน เมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญหรือปัญหาต่าง ๆ เรามักจะคิดและกังวลกับมัน “ถ้า….จะเกิดอะไรขึ้น”

สิ่งเหล่านี้คือธรรมชาติและเป็นกลไกที่เราพยายามควบคุมสถานการณ์และทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าจะต้องทำยังไงต่อไป

แต่เรามักจะไม่หยุดแค่การใช้ความคิด เราเอาความคิดเหล่านั้นมาคิดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จมอยู่กับความคิดนั้นจนทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวล เครียด จนอาจถึงซึมเศร้าได้

ข่าวดี การคิดมากสามารถทำให้บรรเทาและแก้ให้หายได้ ถ้าเรารู้เทคนิค จำไว้ว่าคนเราทุกคนล้วนคิดมาก แต่คนที่สามารถรับมือกับมันได้ คือคนที่ได้ฝึกฝนและรู้วิธีรับมือกับมัน และเราทุก ๆ ก็ทำได้เช่นกัน 

ซึ่งวันนี้ผมจะมาแบ่งปัน 15 วิธีรับมือกับการคิดมาก ซึ่งได้รวบรวมจากบทความและหนังสือที่เชื่อถือได้ รวมถึงประสบการณ์ส่วนตัวด้วยครับ (ผมแต่ก่อนเป็นคนหนึ่งที่คิดมากมาก ๆ ครับ)

หวังว่าบทความนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเพื่อน ๆ ได้นะครับ 🙌

การคิดมากคืออะไร?

การคิดมากคืออะไร? - เทคนิคเปลี่ยนคุณเป็นคนไม่คิดมาก

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักความคิดมากกันก่อน เพราะด่านแรกในการจะรับมือกับมัน เราต้องรู้จักมันก่อนครับ

นิยามของมันตรงไปตรงมา การคิดมากคือ “การคิดถึงบางสิ่งมากเกินไปหรือนานเกินไป” เป็นพฤติกรรมที่เราจมอยู่กับความคิดหรือสถานการณ์เดิม ๆ ซ้ำ ๆ จนถึงจุดที่มันขวางทางชีวิตของเรา ไม่ยอมให้เราได้ก้าวต่อไปได้ 

ลักษณะเด่นของมันคือ “การใช้ความคิดที่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรเลย ล่องลอยวนไปวนมาอยู่แต่ในหัว”

โดยการคิดมากมักจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การคิดถึงเรื่องในอดีตหรือการวิตกกังวลเรื่องในอนาคต

โดยสรุป การคิดมากคือ “การคิดที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”

คุณกำลังคิดมากอยู่หรือเปล่า?

คุณกำลังคิดมากอยู่หรือเปล่า? - เทคนิคเปลี่ยนคุณเป็นคนไม่คิดมาก

หลายคนอาจจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือการคิดมาก ลองดูสัญญาณเหล่านี้ ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะคิดมากหรือไม่

  • จมอยู่กับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในอดีต
  • หวนคิดถึงช่วงเวลาน่าอายในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • ตอกย้ำความผิดพลาดในใจอยู่เสมอ
  • เล่นบทสนทนาที่ไม่สบายใจในอดีตในหัวซ้ำ ๆ
  • ยึดติดกับสิ่งที่ควบคุม เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงไม่ได้
  • ชอบนึกภาพสถานการณ์หรือผลลัพธ์ที่แย่ที่สุด
  • ตั้งคำถามแต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย
  • มีปัญหานอนไม่ค่อยหลับ เพราะหัวไม่เคยหยุดคิด
  • ชอบถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า….”
  • ชอบถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า “ถ้าไม่ทำ…. คงจะดี”
  • ใช้เวลานึกถึงคำพูดและตีความหมายว่าคนนั้นหมายถึงอะไรนะ เขาไม่ชอบเราหรือเปล่านะ 
  • เมื่อมีคนพูดหรือทำในลักษณะที่ไม่ชอบเรา เราจะฉายภาพหรือคำพูดนั้นในใจซ้ำ ๆ 
  • หลงลืมสิ่งรอบ ๆ ตัวไป เพราะมัวแต่จมปลักอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตหรือกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ไม่สามารถเอาก้อนความคิดที่กังวลออกจากหัวได้

ถ้าเกิดเรามีข้อไหนที่บ่งบอกว่ากำลังคิดมาก โปรดรู้ไว้ว่า ไม่มีอะไรผิดปกติ เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เรา

Jon Acuff นักเขียนชื่อดังเคยทำแบบสอบถามผู้คน 10,000 คนว่าพวกเขาคิดมากไหม สิ่งที่เขาได้คำตอบคือ 99.5% ตอบว่าใช่

พวกเราส่วนใหญ่เป็นคนคิดมาก ซึ่งการคิดมากหรือหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เรากังวลเป็นสัญญาณว่าเรารู้กำลังรู้สึกกลัวและไม่แน่ใจ สมองของเรากำลังพยายามหาทางแก้ไขอยู่

15 เทคนิครับมือกับการคิดมาก

15 เทคนิครับมือกับการคิดมาก

1

ตระหนักรู้ว่ากำลังคิดมาก

ก่อนที่จะรู้วิธีการรับมือกับการคิดมาก เราต้องตระหนักถึงมันเมื่อมันเกิดขึ้นก่อน เปรียบเสมือนเป็นประตูบานแรกที่ต้องเปิดก่อนจะใช้เทคนิคอื่น ๆ 

“การตระหนักรู้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”

เมื่อใดก็ตามที่เริ่มรู้สึกสงสัย วิตกกังวล หรือเครียด ให้ตระหนักรู้ความคิดเหล่านั้น แล้วบอกตัวเองว่า “เรากำลังคิดมากอยู่” 

วิธีนี้อาจฟังดูง่าย แต่ทำไม่ง่ายเลย ดังนั้น ผมจึงแนะนำว่า ให้ลองให้เครื่องยึดบางอย่างเป็นตัวแทนของการตระหนักรู้ เช่น เทคนิคการใช้หนังยางรัดไว้ข้อมือ ถ้าตอนไหนเริ่มรู้สึกว่าคิดมากแล้ว ให้ดีดหนังยางนั้น 1 ครั้งหรือถ้าตอนไหนเริ่มรู้สึกว่าคิดมากแล้ว ให้ขีด 1 ขีดลงในสมุดบันทึกไว้ ถ้าคิดมากอีก ก็ขีดเพิ่มไปเรื่อย ๆ

การทำเช่นนี้จะเป็นเหมือนไปขัดจังหวะของพฤติกรรมคิดมากของเรา ซึ่งพอทำบ่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นนิสัย เมื่อนั้นเราจะตระหนักรู้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมืออะไรเลย

วิธีนี้ผมใช้กับตัวเอง ซึ่งได้ผล ไม่ใช่แค่รับมือกับการคิดมากได้ดีขึ้น แต่กับเรื่องอื่น ๆ ด้วย

2

ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

หนึ่งในคำสอนของนักปรัชญาลัทธิสโตอิกที่ผมยึดถือมาโดยตลอดคือ “สนใจในสิ่งที่ควบคุมได้ นี่คืออำนาจของเรา และปล่อยวางทิ้งที่ควบคุมไม่ได้”

นี่คือความจริงที่สุดและเป็นสิ่งที่เราควรยอมรับว่า “เราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้”

เมื่อเราเริ่มคิดมาก ให้ยอมรับว่าเรากำลังคิดมากอยู่จากนั้นให้ถอยออกมาแล้วถามตัวเองว่า “สิ่งที่กำลังคิดอยู่ในหัวนี้ มีอะไรบ้างที่ควบคุมได้และอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา”

หลังจากนั้นจดลงกระดาษ

สิ่งที่ควบคุมได้ คือ ….

สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ คือ ….

เมื่อเขียนเสร็จ ให้ขีดฆ่าตัวสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ทิ้งไป แล้วหันมาใส่ใจกับสิ่งที่ควบคุมได้

ตัวอย่างเช่น

  • เมื่อคิดมากเกี่ยวกับพายุ บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้พายุมาได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้”
  • เมื่อมีคนทำตัวไม่ดีกับเรา ทำให้เราคิดมาก บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมคนอื่นที่มีต่อเราได้ แต่เราควบคุมได้ว่าจะตอบสนองยังไง”
  • เมื่อผลลัพธ์ไม่ดีเกิดขึ้น บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตได้ แต่เราเลือกวิธีการตอบสนองกับสิ่งเหล่านั้นได้”
  • เมื่อเราเครียด บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถบังคับให้ตัวเองไม่เครียดได้ แต่เราเลือกว่าจะรับมือกับมันได้”
  • เมื่อเราคิดมากเกี่ยวกับอดีต บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนอดีตได้ แต่เราเลือกที่จะมองเป็นบทเรียนเพื่อให้ก้าวต่อได้ดียิ่งขึ้นได้”
  • เมื่อเราคิดมากเกี่ยวกับอนาคต บอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถไปคาดการณ์อนาคตได้ แต่เราเลือกที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดได้”

เรียนรู้จะปล่อยวางเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แล้วทุ่มพลังและเวลาไปที่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ จะดีกว่านะครับ

3

เปลี่ยนเรื่องราวที่บอกตัวเอง

“ฉันเป็นคนคิดมาก” “ฉันเป็นคนขี้กังวล” คุณเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้กับตัวเองอยู่บ่อย ๆ ไหมครับ?

สิ่งที่เราพูดซ้ำ ๆ กับตัวเอง และวิธีที่เราอธิบายตัวเองเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ จะเป็นสิ่งที่เราเชื่อและเราก็จะกลายเป็นสิ่งนั้น

คำถามคือ เรื่องราวที่เราบอกตัวเองนั้นส่งเสริมให้เราดีขึ้นหรือรั้งให้เราแย่ลงกว่าเดิม?

หากเราบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “ฉันเป็นคนคิดมาก” ขอให้นับตั้งแต่อ่นี้ ให้หยุด เพราะมันจะทำให้เราหมดพลัง

ให้เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองอย่างนี้แทน “ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองได้” “ฉันมีอำนาจที่จะเลือกได้ว่าจะตอบสนองสิ่งนี้อย่างไร” “ฉันจะไม่ทำร้ายตัวเอง”

ประโยคเหล่านี้จะเพิ่มพลัง ดึงพลังของเรากลับคืนมา

พร้อมเล่าเรื่องราวใหม่ให้ตัวเองหรือยังครับ?

4

เผชิญหน้ากับความกลัว

“คนเรามักทุกข์เพราะจินตนาการมากกว่าในความเป็นจริง” นี่คือพูดของนักปราชญ์ลัทธิสโตอิก สะท้อนให้เห็นว่าเรามักกลัวเกินความเป็นจริง ถ้าเราสังเกต เราจะพบว่าสิ่งที่เรากลัวนั้นแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย 

ความกลัวมักเกิดจากจินตนาการว่า “สิ่งเลวร้าย อาจจะเกิดขึ้น…” ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เราคิดมาก เช่น เรากลัวสิ่งที่คนอื่นคิดกับเรา เรากลัวที่จะทำผิดพลาด เรากลัวว่าจะไม่ดีพอสำหรับใครสักคน เรากลัวที่จะไม่ประสบความสำเร็จ 

“รากเหง้าของการคิดมากล้วนมาจากความกลัว”

วิธีเอาชนะความกลัวที่ดีที่สุดคือ การเผชิญหน้ากับมัน ดังที่นโปเลียน ฮิลล์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ Think and Grow Rich เขียนไว้ว่า “ความกลัวสามารถรักษาให้หายขาดด้วยการแสดงความกล้าหาญซ้ำ ๆ”

เราต้องกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยการตั้งคำถามนี้  “ถ้าเกิดสิ่งนี้ขึ้น จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกไหม?” 

สิ่งนี้จะช่วยเราได้ยังไง จำไว้ว่า ความกลัวเกิดจากเรารู้สึกมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน แต่ถ้าเรารู้ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้ว แล้วหาวิธีรับมือหรือเตรียมใจไว้ ความกลัวจะหดลงในทันที

ซึ่งเมื่อความกลัวลดน้อยลง ความคิดมากของเราก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

ถ้ากำลังคิดมากอยู่ หยิบปากกาออกมา เขียนสิ่งที่กลัวออกจากหัวลงกระดาษ แล้วเขียนวิธีรับมือกับหรือแก้ไขมัน แล้วเราจะพบว่า เราคิดมากน้อยลงในทันที

5

 เปลี่ยนกรอบเวลา

เวลาเรากำลังคิดมาก ลองใช้เทคนิคการเปลี่ยนกรอบเวลา 10/10/10  โดยการถามตัวเองว่า “เรื่องนี้อีก 10 วันข้างหน้าจะยังมีความสำคัญไหม?”

เมื่อได้คำตอบแล้ว ให้ถามอีกครั้งว่า “แล้วเรื่องนี้อีก 10 เดือนข้างหน้าจะยังมีความสำคัญไหม?” 

เมื่อได้คำตอบแล้ว ให้ถามอีกครั้งว่า “แล้วเรื่องนี้อีก 10 ปีข้างหน้าจะยังมีความสำคัญไหม?”

ถ้าได้คำตอบว่า ไม่สำคัญ อย่าเสียเวลากับมันเกิน 10 นาที

การมองภาพถึงอนาคต ยิ่งไกล เราก็จะยิ่งพบว่าสิ่งที่เรากำลังคิดมากอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กจิ๋วเลย เมื่อเทียบกับทั้งชีวิตของเรา

วิธีนี้ผมใช้มาโดยตลอด และมันได้ผลดีมาก ๆ ด้วยครับ

6

ปล่อยวางอดีต

เวลาเราคิดมากส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลาที่เรามุ่งความใส่ใจไปที่เรื่องราวในอดีต เมื่อเราคิดเช่นนั้น แสดงว่าเรากำลังใช้พลังงานไปกับ “ถ้า….” และ “ควร….”  แต่สิ่งเหล่านี้กำลังดึงพลังของเราออกจากช่วงเวลาปัจจุบัน

เราต้องฝึกที่จะตระหนักว่าอดีตก็คืออดีต เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้แล้ว มันไปจบแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำกับมันได้คือ เปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้เป็นบทเรียน นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการมองอดีต

การปล่อยวางอดีตหมายความว่าเรามองมันด้วยสายตาที่เสาะหาบทเรียน แล้วไม่ยอมอดีตนั้นมาควบคุมหรือกำหนดชีวิตเราในปัจจุบัน

จงปล่อยวางอดีต ให้อภัยตัวเองโดยไม่มีข้อแม้ แล้วหันมาทำวันนี้ให้ดีที่สุด นี่คือของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะให้กับตัวเองได้

7

อยู่กับปัจจุบัน

การคิดมากล้วนมีต้นต่อมาจากการคิดถึงเรื่องราวในอดีตและอนาคต ดังนั้น ยาที่จะแก้การคิดมากได้ดีที่สุดคือ “ยาแห่งการอยู่กับปัจจุบัน”

ถ้าเริ่มคิดมากให้พยายามเตือนตัวเองด้วยประโยคนี้ “อดีตไม่สำคัญ อนาคตอยู่ไกลเกินเอื้อม ทั้งหมดที่มีคือปัจจุบันนี้ ที่นี่และตอนนี้เท่านั้น” อีกครั้ง “อดีตไม่สำคัญ อนาคตอยู่ไกลเกินเอื้อม ทั้งหมดที่มีคือปัจจุบันนี้ ที่นี่และตอนนี้เท่านั้น”

ท่องมัน ร่ายมนตร์นี้ จนมันฝังลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึก แล้วเราจะพบพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนั้น (สำหรับใครสนเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน ผมแนะนำหนังสือเล่มนี้ The Power of Now ซึ่งผมได้ทำสรุปไว้ที่นี่ครับ “The Power of Now

“เวลาดีที่สุดที่จะปลูกต้นโอ๊คคือเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน เวลาดีที่สุดรองลงมาคือวันนี้” – James Carville

8

โฟกัสการแก้ไข

เวลาคิดมาก ให้เปลี่ยนโฟกัสไปที่การแก้ไข แล้วลืมเหตุผลของสถานการณ์เหล่านั้น เช่น แทนที่จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้เปลี่ยนไปคิดถึงสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อแก้ไขมันได้

“หยุดมองหาเหตุผล แล้วมองไปที่การแก้ไข”

ดาไลลามะได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ได้อย่างคมคายว่า “ถ้าไม่มีหนทางที่จะแก้ปัญหาได้ ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกังวลกับมัน แต่หากมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น ก็อย่าเสียเวลากังวลกับมันเช่นกัน” ท่านหมายความว่า ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ปล่อยมันไปเถอะ แต่ถ้ามีวิธีแก้ไข ก็ไม่ต้องกังวล แก้ไขมันสิ

ดังนั้นเวลาคิดมาก อย่าโฟกัสที่เหตุผล ให้โฟกัสที่วิธีแก้ไข

ถามตัวเองว่า “มีทางไหนจะแก้ไขสิ่งนี้ได้บ้าง?” 

ถ้ายังไม่รู้ ให้จินตนาการว่าถ้าคนอื่น ๆ เจอสถานการณ์อย่างเรา พวกเขาจะรับมือกับมันยังไง จะแก้ไขมันยังไง หรือถ้ายังไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงอีก ให้ลองปรึกษาคนที่อื่นดู เผื่อพวกเขามีไอเดียที่จะช่วยเราแก้ไขได้

และให้คิดว่า ถ้าเราแก้ไขมันได้แล้ว สิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือของเราใช้ในการรับมือในอนาคตได้ดีขึ้น และเรายังได้ช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วยการแบ่งปันวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับคนอื่นที่กำลังเผชิญกับสิ่งเดียวกันกับที่เราเคยเผชิญมา

9

ติดตามรูปแบบความคิด

การแยกตัวเราออกจากความคิด กลายเป็นผู้เฝ้าดูจะช่วยเราไม่ตกอยู่ในอำนาจของความคิดเหล่านั้นได้

ในแต่ละวันให้เราเฝ้ามองติดตามรูปแบบความคิดของตัวเอง เมื่อเริ่มเห็นว่ากำลังคิดมากอยู่ ก็ให้รับรู้ความคิดเหล่านั้นตลอดทั้งวัน หลังจากนั้น ในตอนกลางคืน ให้เราเขียนสรุปจดบันทึกประจำวันว่า วันนี้ เราคิดมากเรื่องอะไรบ้าง ช่วงไหนบ้าง

ถ้าทำวิธีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง รับรองว่าไม่นาน เราจะตกใจว่าเราคิดมากน้อยลงมาก

10

สัมผัสธรรมชาติ

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองคิดมาก เทคนิคหนึ่งที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ที่ช่วยทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นได้คือ การเปลี่ยนบรรยากาศโดยเฉพาะแหล่งธรรมชาติหรือสวนสาธารณะ

งานวิจัยหลายชิ้นสรุปว่าการเดินในพื้นที่สีเขียวหรือการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ รับอากาศบริสุทธิ์และแสงแดดสามารถทำช่วยทำให้เราผ่อนคลายความวิตกกังวลได้

และไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานด้วย ลองใช้เวลาสัก 20 นาทีต่อวันไปสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีธรรมชาติ มีต้นไม้เยอะ ๆ หรือสวนสาธารณะดูครับ มันจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ในทันที

11

กำหนดเวลาให้คิดมาก

การครุ่นคิดถึงปัญหาต่าง ๆ จมอยู่กับความคิดเหล่านั้นทั้งวี่ทั้งวันโดยไม่มีการกำหนดขอบเขตเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อย และทำให้หมดพลัง

เราจึงต้องสร้างช่วงเวลาแห่งการ “คิดมาก” มาโดยเฉพาะ ปล่อยให้ตัวเองได้คิดมาก กังวลให้เต็มที่ในเวลานี้เท่านั้น โดยตั้งเวลาไว้ 10 นาที พร้อมกับปากกาและกระดาษ

หลังจากนั้นจดทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดมากอยู่ลงไปให้หมด และเมื่อครบ 10 นาทีแล้ว ให้ฉีกกระดาษนั้น แล้วโยนทิ้งถังขยะไป แล้วหันไปทำอะไรที่สนุก ๆ 

12

กำหนดเดดไลน์

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรายังคิดมากอยู่ เพราะเราไม่ยอมตัดสินใจ (จริง ๆ) เพราะยิ่งปล่อยให้ตัวเองคิดโดยไม่กำหนดเวลาตัดสินใจ เราก็จะคิดมากหมุนความคิดไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด

ซึ่งเป็นไปตามกฎของพาร์กินสันที่กล่าวว่า “สิ่งใดที่เราไม่กำหนดเวลาให้ เราจะเลื่อนไปเลื่อน ๆ”

ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิดมากเรื่องนั้นอีกต่อไปด้วยการกำหนดเดดไลน์

เช่น “ฉันจะปล่อยให้ตัวเองคิดมากกับเรื่องนี้ภายใน 3 วันนี้เท่านั้น หลังจากนั้นฉันจะไม่อนุญาตให้ตัวเองคิดเกี่ยวกับมันอีกต่อไป” 

13

ตั้งคำถาม

เมื่อคิดมาก อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิดเหล่านั้น เพราะยิ่งคิด จิตใจของเราก็จะยิ่งผลิตสิ่งที่กังวลมากขึ้น ซึ่งทำให้เรามองสถานการณ์ไม่ตรงตามความเป็นจริง

หนึ่งในวิธีที่จะช่วยเราได้คือ การตั้งคำถาม

เมื่อตั้งคำถาม การโฟกัสของเราจะเปลี่ยน และการตั้งคำถามที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และยิ่งตั้งคำถามที่ถูกต้องมากเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งพยายามค้นหาคำตอบ และบรรเทาการคิดมากได้มากเท่านั้น

ใช้เวลาสักครู่ ตั้งคำถามกับตัวเองด้วย 10 คำถามนี้

  1. การคิดมาก ช่วยชีวิตให้ฉันดีขึ้นอย่างไรบ้าง?
  2. ทำไมฉันถึงคิดว่าสิ่งที่ฉันคิดมาก จะเกิดขึ้นจริง?
  3. เป็นไปได้ไหมที่ความคิดของฉันจะไม่ถูกต้อง?
  4. ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุด?
  5. สิ่งที่ฉันคิดและเชื่อตอนนี้ มันเป็นความจริง จริงหรือ?
  6. อะไรคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากสิ่งที่กังวลอยู่เป็นจริง? แล้วฉันจะรับมือกับสิ่งนั้นได้อย่างไร?
  7. อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากสิ่งที่กังวลอยู่เป็นจริง?
  8. ตอนนี้มีใครสามารถช่วยฉันได้ไหม?
  9. พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า สิ่งที่ฉันคิดอยู่ จะยังมีความสำคัญอะไรไหม?
  10. ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ฉันยังจะสนใจสิ่งเหล่านี้อยู่ไหม?

ลองใช้คำถามเหล่านี้ การตั้งคำถามช่วยเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกับตัวเองอย่างจริงจัง เมื่อถามเสร็จเราจะพบว่าการคิดมากหรือความกังวลของเราจะลดน้อยลงในทันที

14

ขอความช่วยเหลือ

มีงานวิจัยยืนยันเรื่องนี้ว่า “การคิดร่วมกัน การพูดคุยและทบทวนปัญหากับคนอื่น ๆ จะช่วยลดความวิตกกังวลได้”

หากเราหมดหนทาง ให้มองหาคนที่สามารถช่วยเหลือเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว คนรัก หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เฉพาะ หรือถ้าใครไม่สะดวกที่จะขอคำแนะนำจากคนรอบข้าง ลองเข้าไปโพสต์บน Pantip หรือในกลุ่ม Facebook สำหรับคนที่มีปัญหาเดียวกันกับเรา เราจะพบว่าทุกคนพร้อมที่จะช่วยเรา หรือไปร้านหนังสือหยิบหนังสือสักเล่มที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากังวลอยู่ก็ได้

จำไว้เสมอเลยว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” มีผู้คน มีเครื่องมือมากมายที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเราเสมอ

15

ยอมรับว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

ความกลัวเป็นตัวการหลักที่ทำให้เราคิดมาก มันทำให้เรารู้สึกว่า เรายังไม่ดีพอ แต่โปรดจงรู้ไว้ว่า จริง ๆ แล้ว เราดีพอสำหรับทุกอย่างแล้ว เราดีพอที่จะมีชีวิตอยู่ เราดีพอที่จะมีความสุข เราดีพอที่จะมีชีวิตที่ดี ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงยอมรับในตัวเอง 

เราได้ทำดีที่สุดแล้ว

บอกตัวเองว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราได้ทำดีที่สุดแล้ว” แล้วก้าวเดินต่อไป อนาคตที่ดีกว่าเปิดประตูรอรับเราอยู่

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณทำทุกอย่างได้ดีที่สุดแล้วครับ”

คำคมสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการคิดมาก

1. “การคิดมากหรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นการสร้างปัญหาที่ไม่เคยมีมาก่อน” ―  David Sikhosana

2. “ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่เข้าใจมากเท่านั้น” ―  Habeeb Akande

3. “จงใช้เวลา 80% ของคุณโดยมุ่งเน้นไปที่โอกาสของวันพรุ่งนี้มากกว่าปัญหาของเมื่อวาน” ― Brian Tracy

4. “พ่อของผมสอนว่าอย่าคิดมากเลยลูก มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปเสียหมดหรอก ดังนั้นแค่เดินหน้าต่อไปและทำให้ดีที่สุด” ― Scott Eastwood

5. “ถ้าคุณต้องการเอาชนะความวิตกกังวลของชีวิต จงอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจ” ― Amit Ray


6. “ความกังวลมากมายสามารถบรรเทาได้ด้วยการตระหนักถึงความไม่สำคัญของเรื่องที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล” ― Bertrand Russell

7. “ความวิตกกังวลของเราไม่ได้มาจากการคิดถึงอนาคต แต่เกิดจากการต้องการควบคุมมัน” ― Kahlil Gibran

8. “เมื่อคุณเริ่มกังวล จงไปหาอะไรทำ… ความกังวลนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่สามารถแก้ปัญหาของคุณได้หรอกค่ะ” ― Joyce Meyer

9. “คิดให้น้อยลง แต่ใช้ชีวิตให้มากขึ้น” ― S.R. Crawford

10. จงหยุดคิด ก็จบปัญหา ― Lao Tzu

บทสรุป

การคิดมากเป็นธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเราเป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ เราต่างมีข้อบกพร่องกันทั้งนั้น

เราสามารถหลุดพ้นจากการคิดมากได้ ถ้าเรามีเครื่องมือที่ดีในการจัดการมัน ซึ่งทั้ง 15 เทคนิคนี้จะสามารถช่วยเราได้ ลองนำไปปรับใช้กับตัวเอง และที่สำคัญมันไม่สามารถหายได้ในทันที เราต้องฝึกฝน ให้เวลาตัวเองสักหน่อย

และจำไว้เสมอว่าชีวิตขึ้นอยู่กับเรา เราคือผู้กำหนดสิ่งต่าง ๆ ได้ว่าเราจะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เราเลือกได้ จงเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข

มอบของขวัญให้ตัวเองด้วยการทำให้ตัวเองมีความสุขเถอะครับ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยคุณได้นะครับ 💪