รู้ 15 ข้อนี้ เลิกผัดวันประกันพรุ่งไปตลอดชีวิต การผัดวันประกันพรุ่งคืออะไร

รู้ 15 ข้อนี้ เลิกผัดวันประกันพรุ่งไปตลอดชีวิต

หากคุณกำลังผัดวันประกันพรุ่งอยู่ ให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว การผัดวันประกันพรุ่งเป็นปัญหาสากล อันที่จริงเป็นปัญหาของมนุษยชาติมาเนิ่นนานแล้วด้วยซ้ำ

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

และไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร เชื้อชาติไหน มีเป้าหมาย มีความฝันอะไร การผัดวันประกันพรุ่งล้วนส่งผลเสียต่อชีวิตของพวกเราทั้งสิ้น

ลองคิดดูว่าครั้งสุดท้ายที่คุณพบว่าตัวเองเลือกที่จะดูหนังแทนที่จะนั่งลงมือทำโปรเจกต์ในฝันคือเมื่อไหร่? เมื่อวานหรือวันนี้?

แล้วลองคิดดูว่า ถ้าเราสามารถเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้ ชีวิตจะพุ่งทะยานไปได้ไกลมากแค่ไหน?

ข่าวดี มีงานวิจัยแสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้คนสามารถเรียนรู้วิธีเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้

ซึ่งในบทความนี้ ผมจะมาแบ่งปัน 15 ข้อที่จะเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งที่นำไปใช้ได้ตลอดทั้งชีวิต รับรองว่า แค่เรานำเอาไปใช้ไม่กี่ข้อ ชีวิตของเราจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักการผัดวันประกันพรุ่งกันก่อนนะครับ

การผัดวันประกันพรุ่งคืออะไร?

การผัดวันประกันพรุ่งคืออะไร?

ย้อนไปสมัยกรีกโรมัน มนุษย์ในยุคนั้นก็พบปัญหาไม่ต่างกับยุคปัจจุบันเรา นักปรัชญากรีกโบราณอย่างโสกราตีสและอริสโตเติลได้อธิบายพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งด้วยการใช้ชื่อว่า “อัคราเซีย” ที่แปลความหมายตรง ๆ ว่า “ความอ่อนแอ หรือการขาดการควบคุมในตนเอง”

อัคราเซีย คือ การตัดสินใจเลือกทำสิ่งหนึ่ง แม้จะรู้ว่าเราควรทำอีกอย่าง มันก็คือการผัดวันประกันพรุ่งหรือการขาดการควบคุมในตนเองนั่นเอง

ซึ่งนั้นเป็นนิยามในสมัยกรีก แต่ในยุคปัจจุบัน เราสามารถนิยามการผัดวันประกันพรุ่งได้ว่า “เป็นพฤติกรรมการผลักบางสิ่งที่ควรทำไปอยู่ในวันเวลาข้างหน้า ไม่ว่าจะด้วยการไม่ยอมเริ่มลงมือ หรือเริ่มทำแล้วแต่ไม่ยอมลงมือทำมันให้เสร็จ”

แต่ไม่ว่าเราจะเรียกเจ้านี้ว่าการผัดวันประกันพรุ่งหรืออัคราเซียหรืออย่างอื่น มันคือพลังที่ขัดขวางไม่ให้เราทำตามสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ 

ตัวอย่างเช่น วันนี้ 3 ทุ่มหลัง ตั้งใจว่าจะต้องอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ด้านการทำธุรกิจออนไลน์ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ เรากลับบอกตัวเองว่า เหนื่อยแล้ว ค่อยวันพรุ่งนี้ละกัน แล้วจบด้วยการไถ TikTok ทั้งคืน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการอ่านหนังสือนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่ออนาคตที่ดีของตัวเอง แต่เราเลือกที่จะเสพสุขในทันทีกับ TikTok แทน นี่คือพฤติกรรมของการผัดวันประกันพรุ่ง

การผัดวันประกันพรุ่งเหมือนกับความเกียจคร้านหรือไม่?

เราหลายคนมักสับสนความขี้เกียจกับการผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกัน

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นกระบวนที่เราเลือกที่จะทำอีกอย่างแทนสิ่งที่เรารู้ว่าควรทำ แต่ความขี้เกียจคือ การบอกว่า เราไม่อยากทำ ไม่เต็มใจที่จะทำอะไรเลย เราขี้เกียจ

ทำไมคนถึงผัดวันประกันพรุ่ง?

ทำไมคนถึงผัดวันประกันพรุ่ง?

หากเราเป็นคนที่มักจะผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อย เราอาจจะเคยถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า “ทำไมฉันถึงชอบผัดวันประกันพรุ่ง” หรือ “ทำไมฉันถึงผัดวันประกันพรุ่งทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย” การตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราต้องไม่หยุดแค่ตั้งคำถาม ต้องพยายามหาวิธีที่จะแก้ปัญหานี้ด้วย ซึ่งคุณมาอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณกำลังพยายามหาวิธีแก้อยู่ ยินดีด้วยครับ 👏

การที่เราผัดวันประกันพรุ่งนั้นจริง ๆ มีหลายสาเหตุมาก ตัวอย่างเช่น

  • ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต
  • มองไม่เห็นภาพตัวเองในอนาคต
  • มีความวิตกกังวล
  • มีนิสัยชอบความสมบูรณ์แบบ
  • กลัวความล้มเหลว
  • กลัวถูกวิจารณ์
  • ขาดวินัย
  • ภาวะซึมเศร้า
  • สมาธิสั้น
  • ขาดแรงจูงใจในชีวิต
  • ขาดพลังในชีวิต
  • สิ่งที่อยากทำดูยากเกินไป
  • ไม่เห็นคุณค่าของเวลา
  • มีทางเลือกเยอะเกินไป
  • ติดนิสัยรอจนนาทีสุดท้าย
  • ขาดทักษะการเริ่มลงมือทำ

ลองสำรวจตัวเองนะครับ คิดว่าเรามีอันไหนบ้าง การตระหนักรู้ว่าสาเหตุอะไรทำให้เราผัดวันประกันพรุ่ง เป็นขั้นตอนแรกของการเอาชนะมันครับ 

ทำไมการผัดวันประกันพรุ่งจึงเป็นอันตราย?

มันจะดีแค่ไหนครับ ถ้าเกิดเราได้ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ อย่างเต็มศักยภาพที่เรามี อยากทำอะไร ก็ได้ทำ ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราใฝ่ฝันไว้

ในหนังสือสักเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่าน เคยมีผู้เชี่ยวชาญบอกไว้ว่า มนุษย์เราทั่วไป ใช้ศักยภาพอันแท้จริงของตัวเองเพียงแค่ 10% เท่านั้น

เรายังใช้มันเพียงเศษเสี้ยวของมันเอง

ผมก็มานั่งคิด เอ่อ จริงนะ เวลาเราพัฒนาตัวเอง ทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำได้ มันก็ทำได้ 

ซึ่งตัวการหลักที่ทำให้เราไม่ได้ใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่แท้จริง ผมพบว่า “การผัดวันประกันพรุ่ง”

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นอุปสรรคหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างที่เราใฝ่ฝัน

มีการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนเสียใจในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่พวกเขาทำ ความรู้สึกเสียใจและความรู้สึกผิดที่เกิดจากโอกาสที่พลาดไปมักจะอยู่กับผู้คนนานขึ้น

ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องพูดประโยคนี้กับตัวเองเลย “ทำไมเราปล่อยให้การผัดวันประกันพรุ่งมาขัดขวางความฝันของเรา”

“ในขณะที่เราเสียเวลาลังเลและเลื่อนลอย ชีวิตก็เลื่อนลอยไป” ― Seneca

15 เทคนิคหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง

15 เทคนิคหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง

ถึงเวลาที่เราจะหยุดเจ้าการที่ขว้างไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพแล้ว

เราทุกคนสามารถเอาชนะมันได้ มีงานวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเราสามารถลดหรือเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้สำเร็จ ถ้าใช้เทคนิคที่เหมาะสม

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับตัวเอง รับรองว่า เราจะเอาชนะมันได้ครับ 💪 

1

มีเป้าหมาย

สิ่งแรงที่ควรต้องทำเลยคือ การตั้งเป้าหมาย 

เพราะถ้าเราไม่รู้เส้นทางที่จะเดินตามและจุดหมายอย่างชัดเจนแล้ว มันจะง่ายมากที่เราจะผัดวันประกันพรุ่ง เราจะรู้สึกสับสน มองไม่เห็นภาพในอนาคต ไม่รู้จะทำอะไรก่อน หลังดี ไม่มีแรงจูงใจจะทำอะไรเลย

แต่เมื่อเราตั้งเป้าหมายที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง รู้สึกมีแรงบันดาลใจ จะมีโอกาสน้อยลงมากที่จะผัดวันประกันพรุ่ง

เพราะเป้าหมายช่วยให้เรามีกรอบในการดำเนินชีวิตและตัดสินใจ เราจะรู้ว่าจะต้องตัดสินใจยังไง เพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมาย เราจะรู้ว่าควรจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งนี้ต้องควรทำก่อนหรือหลัง

ดังนั้น หากต้องการหยุดวันประกันพรุ่งนี้ เทคนิคแรกที่ต้องทำด่วนเลย คือ หยิบกระดาษมาแล้วเขียนเป้าหมาย ความฝันที่เรามีทั้งหมดลงไป พร้อมเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ เป้าหมายต้องชัดเจน ละเอียดยิบ สามารถเกิดขึ้นจริงได้ และมีความหมาย

แล้วมองมันบ่อย ๆ มันจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในจิตใจเรา ทุก ๆ ครั้งที่มันประทับลงในจิตใจเรา พลังนี้จะแกร่งขึ้นจนผลักดันเราสามารถเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้

“ถ้าคุณเบื่อกับชีวิต คุณไม่ได้ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำสิ่งต่าง ๆ แสดงว่าคุณไม่มีเป้าหมายเพียงพอ” ― Lou Holtz

2

อย่าฝากความหวังไว้กับตัวเราในอนาคต

สาเหตุหลักที่เรามักผัดวันประกันพรุ่งก็เพราะเราคาดหวังว่าตัวเราในอนาคตจะเป็นคนลงมือทำ เราโยนภาระปัจจุบันให้แก่ตัวเราในอนาคต แต่สุดท้าย คนในอนาคตก็จะกลายมาเป็นเราเหมือนในปัจจุบัน เราก็จะผัด โยนความรับผิดชอบไปในอนาคตเรื่อย ๆ ไม่จบ ไม่สิ้น 

“ถ้าไม่ทำวันนี้ ตัวเราในอนาคตก็จะไม่ทำอยู่ดี”

จงอย่ารอให้ตัวเราในอนาคตเป็นคนลงมือทำ จงลงมือทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ แล้วตัวเราในอนาคตจะขอบคุณเราที่ตัดสินใจลงมือทำ

3

ก้าวทีละก้าวเล็ก

เหตุผลหนึ่งที่คนเรามักจะผัดวันประกันพรุ่งเพราะเรารู้สึกกลัว หนักใจ หรือถึงขั้นสิ้นหวังเมื่อมองดูรายการของสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งมีมากมายมโหฬารและดูยาก แค่เห็นแล้วก็ท้อแล้ว เราก็เลยเลือกที่จะไม่ทำเลยดีกว่า

เพื่อแก้ปัญหานี้ เราสามารถใช้เทคนิค การผ่างานใหญ่ ๆ ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เปรียบเหมือนแทนที่จะกินช้างตัวใหญ่บึ้มคำเดียว เราก็ผ่าช้างนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วกินทีละคำ

กินทีละคำ ก้าวทีละก้าว เหมือนอย่างที่เล่าจื๊อเขียนไว้ว่า “หนทางไกลนับหมื่นลี้ เริ่มต้นด้วยก้าวแรกเสมอ”

นี่เป็นกลยุทธ์ที่ดูเรียบง่าย แต่ใช้ได้ผล

ตัวอย่างเช่น ถ้าเป้าหมายของเราคือการลดน้ำหนัก แทนที่จะตั้งเป้าว่า ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ลองเปลี่ยนเป็น ออกกำลังกายวันละ 1 นาที ลองคิดดูครับ ว่าถ้าเราทำแค่ 1 นาที คงไม่ผัดวันประกันพรุ่งหรอก มันดูง่ายนิดเดียว

ดังนั้น ลองเอาเป้าหมายที่จะทำ แล้วย่อยออกมาให้ดูทำง่ายที่สุด แล้วค่อย ๆ เริ่มจากจุดง่าย ๆ นั้นครับ

4

ทำรายการที่ต้องทำวันนี้

หนึ่งในเทคนิคที่ไม่ทำไม่ได้ ถ้าไม่อยากผัดวันประกันพรุ่ง (ผมใช้มันตลอดเวลา) คือ การทำรายการที่ต้องทำของวันนี้ หรือที่เรียกว่า To do list today ย้ำว่า ต้องวันนี้เท่านั้น เพราะถ้าเรามีรายการที่จะต้องทำเยอะเกินไป เราจะรู้สึกกลัว สุดท้ายก็ผัดวันประกันพรุ่ง

การทำรายการที่ต้องทำมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการผัดวันประกันพรุ่งได้ เช่น

  • ช่วยให้เราเปลี่ยนจากแค่เป็นหมายนามธรรมให้นำไปปฏิบัติได้
  • ช่วยให้เราจัดระเบียบความคิด จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันได้
  • ช่วยให้จดจ่อเฉพาะสิ่งที่ต้องทำ ทำให้ไม่ฟุ้งซ่าน
  • ช่วยให้รู้ความคืบหน้า

และที่สำคัญ เมื่อเราลงมือทำรายการไหนสำเร็จ แล้วขีดฆ่ารายการนั้น เราจะรู้สึกถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จ เราจะรู้สึกดีขึ้น และมันจะยิ่งส่งเสริมให้เราอยากทำรายการอื่น ๆ ให้เสร็จด้วย 

“ยิ่งทำ ยิ่งรู้สึกดี ยิ่งรู้สึกดี ยิ่งอยากทำเยอะขึ้น”

สำหรับใครที่ยังไม่เคย ลองเริ่มจากหยิบกระดาษขึ้นมาแล้วเขียนวันที่บนหัวกระดาษด้านซ้าย แล้วเริ่มเขียนสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จของวันนี้ หลังจากนั้นเดินหน้าลุยทำให้เสร็จโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นที่ไม่อยู่ในกระดาษแผ่นนี้

5

เดดไลน์

เราทุกคนล้วนต้องเคยเจอสถานการณ์นี้ มีงานที่ต้องทำ แต่ไม่มีกำหนดว่าต้องเสร็จวันไหน แล้วเราก็เลื่อนไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ไม่ได้ทำสักที

ปัญหานี้เป็นเพราะเราไม่ได้กำหนดเดดไลน์ 

เมื่อไม่มีเดดไลน์ เราก็จะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนและไม่มีแรงจูงใจที่จะทำมันให้เสร็จ

แต่หากเราต้องการทำอะไรให้สำเร็จ เลิกผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย เราต้องกำหนดเดดไลน์ เดดไลน์จะเป็นตัวกระตุ้นให้เราได้วางแผนล่วงหน้า จัดลำดับความสำคัญ และผลักดันให้เราต้องลงมือทำ

กฎคือ ทุกสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นงานง่าย ๆ เล็ก ๆ หรือเป้าหมายใหญ่แค่ไหน ต้องกำหนดเดดไลน์เสมอ และต้องกำหนดอย่างชัดเจน เช่น ไม่ใช่กำหนดว่า “งานนี้ต้องเสร็จภายในวันศุกร์นี้” แต่ให้เป็น “งานนี้ต้องเสร็จในวันศุกร์ เวลา 16.00 น.”

ถ้ามีสิ่งที่ต้องทำ หมั่นถามตัวเองว่า “สิ่งนี้ต้องทำให้เสร็จภายในวันไหน และเวลาไหน?”

อีกหนึ่งเทคนิคเพิ่มเติม ถ้าเรายังผัดวันประกันพรุ่งอยู่ ลองให้คนอื่นเป็นคนกำหนดเดดไลน์ให้เรา จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น เช่น หัวหน้า คนที่เราเคารพนับถือ คนที่เรากลัวเสียหน้า

“ไม่มีเส้นเดดไลน์ ก็ไม่มีเส้นชัย ไม่เห็นเส้นชัย ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ”

6

ใช้กฎ 2 นาที

เทคนิคกฎ 2 นาทีถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่งในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานก้อนโตที่เราผัดวันประกันพรุ่ง ก็มาจากการสะสมงานชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยนี่แหละครับ

กฎ 2 นาที บอกว่าไว้ว่า “หากมีอะไรที่สามารถทำได้ภายใน 2 นาที ให้ลงมือทำซะ” โดยกฎนี้ถูกคิดโดยนักเขียนหนังสือชื่อดัง David Allen เจ้าของผลงาน “Getting Things Done” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารเวลา (เป็นหนึ่งหนังสือที่ควรอ่าน สำหรับใครอยากบริหารเวลาได้ดีขึ้นครับ)

ตัวอย่างเช่น

  • หากการจัดระเบียบโต๊ะทำงาน ใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาที ให้ลงมือทำทันที
  • หากการล้างจานที่เพิ่งใช้ ใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาที ให้ลงมือทำทันที
  • หากการจัดระเบียบเดสก์ท็อปในโน้ตบุ๊ก ใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาที ให้ลงมือทำทันที

ในชีวิตเราจะพบว่ามีหลายอย่างที่เราผัดวันประกันพรุ่งออกไป พอยิ่งผัดเยอะ มันก็ยิ่งกองเต็มไปหมด ยิ่งทำเราไม่อยากจะทำมัน ยิ่งนาน ยิ่งแย่ การใช้กฎ 2 นาที เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน จัดการไปทีละเรื่อง แล้วเราจะเริ่มรู้สึกมีกำลังใจ จัดการเรื่องใหญ่ ๆ ต่อไป

7

ใช้กฎ 80/20

เวลาเราผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเราเห็นงานกองกันเต็มไปหมด เรามองภาพรวมเกินไป ทำให้เรากลัว และไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน

ลองใช้กฎ 80/20 หรือหลักการพาเรโตคือ หลักการที่เชื่อว่าทุกสิ่งไม่ได้มีความสำคัญเท่ากันหมด หมายความว่างาน 10 ชิ้นที่เรามี จะมีเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นที่ทำประโยชน์หรือให้ผลลัพธ์มากกว่างานอื่น ๆ หลายเท่า (สำหรับใครอยากรู้จักกฎ 80/20 มากยิ่งขึ้น ผมได้เขียนบทความไว้ละเอียดยิบ สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ กฎ 80/20)

วิธีการคือ เอางานทั้งหมดมากองรวมกัน แล้วเลือกเฉพาะงานที่คิดว่าจะให้ประโยชน์สูงสุดต่อเรา แล้วโฟกัสเฉพาะงานเหล่านั้น งานอื่นทิ้งไปก่อน

8

ใช้กฎของไอแซก นิวตัน

หนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยเราชนะการผัดวันประกันพรุ่งคือ การใช้กฎของไอแซก นิวตัน 

กฎการเคลื่อนที่เขาบอกไว้ว่า “วัตถุใดที่กำลังเคลื่อนที่ ก็มักจะเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางเดิม” หมายความว่าถ้าเราได้เริ่มทำอะไรแล้ว เรามักจะทำต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดจนกว่าจะเสร็จ

เช่น เคยไหมครับว่าเวลาเราได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง เริ่มแรกตั้งใจจะทำแป๊บเดียว แต่ทำไปทำมาแล้วติดลม อยากทำให้มันเสร็จ ไม่อยากลุกไปไหน จึงทำไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันเสร็จซะงั้น

ซึ่งกฎนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่ “การเริ่มต้น” แค่เราต้องเริ่มต้นให้ได้ก่อน แล้วทุกอย่างจะง่าย และหยุดได้ยาก

9

ใช้ต้นแบบเป็นพลัง

สมองของคนเราสามารถเชื่อมโยงและสะท้อนพฤติกรรมของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้เพื่อเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้

ให้มองหาคนต้นแบบที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ แนะนำว่าให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เพราะจะทรงพลังมากกว่าคนทั่วไป

หลังจากนั้น เมื่อเรากำลังตัดสินใจจะผัดวันประกันพรุ่ง ให้ลองนึกว่า ถ้าเราเป็นคนต้นแบบ เราจะตัดสินใจยังไง เขาจะผัดวันประกันพรุ่งไหม? หรือเขาจะรู้สึกยังไง หากเขารู้ว่าเรากำลังจะผัดวันประกันพรุ่ง

วิธีนี้ผมใช้ตลอดเลยครับ ถ้าคิดว่ามันยังไม่ชัดเจนพอ แนะนำให้เอารูปภาพหรือคำพูดของคนนั้นมาติด แปะไว้ที่ที่เราเห็นได้บ่อยมากที่สุด แล้วเวลาจะผัดวันประกันพรุ่ง ก็มองไปจุดนั้น แล้วเราจะได้รับพลังบางอย่างที่ผลักดันให้ลงมือทำ

10

ใช้กฎ 5 วินาที

กฎ 5 วินาทีถูกคิดโดย Mel Robbins นักเขียนหนังสือชื่อดัง ซึ่งเป็นกฎที่จะช่วยให้เราหยุดวันประกันพรุ่งได้ (ผมก็ใช้กฎนี้ประจำ) 

กฎนี้เป็นกฎที่เรียบง่ายคือ “เมื่อตัดสินใจว่าจะลงมือทำอะไรแล้ว ให้เริ่มลงมือทำทันทีภายใน 5 วินาที ไม่ปล่อยให้สมองคิดเยอะ” ไม่งั้นสมองเราจะมีเวลาคิด ซึ่งจะเอนเอียงให้เราผัดวันประกันพรุ่ง เพราะธรรมชาติของสมองคือ ต้องการให้เราประหยัดพลังงานให้มากที่สุด ทำให้อะไรที่สบายที่สุดเข้าไว้ มันการทำงานของสมอง 

วิธีการก็คือ เวลาตัดสินใจจะทำอะไร รวบรวมสมาธิแล้วให้นับถอยหลังจาก 5 ถึง 1 แล้วเริ่มเลย ผมเคยฝึกใช้กฎนี้ตอนฝึกให้ตัวเองไม่นอนแช่บนเตียงตอนเช้า พอทำบ่อย ๆ วินาทีแรกที่ตื่นมา ผมจะนับ 5 4 3 2 1 แล้วดีดตัวขึ้น อัตโนมัติเลย 

ลองนำไปใช้ดูนะครับ ทุกครั้งที่จะทำอะไร ให้นับ 5 4 3 2 1 เริ่ม!

11

จะไม่มีวันศูนย์

สัญญากับตัวเองว่า จะไม่มีวันไหนที่จะกลายเป็นวันศูนย์

วันศูนย์หมายถึงวันที่เราไม่มีอะไรก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายเลย วันที่เราไม่ทำอะไรที่สำเร็จเลย 

ในแต่ละวันเราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างน้อยให้สำเร็จ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต แค่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายได้ เช่น ผมวันอาทิตย์จะเป็นวันทำงานโหมดสบาย คืออย่างน้อยต้องมีอะไรเสร็จ แต่จะเป็นงานที่สบาย ๆ ไม่ได้ต้องใช้ความคิดหรือพลังเยอะ หรือใช้เวลาแค่ 10 นาทีก็เสร็จ 

การทำอย่างนี้พอจบวัน เราจะรู้สึกดีกับตัวเอง สัมผัสได้ถึงชัยชนะของวัน แล้วจะเป็นแรงผลักดันให้เราอยากตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้เพื่อลงมือทำอะไรสักอย่างที่ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายมากยิ่งขึ้น

12

บอกคนรอบข้าง

คนรอบข้างเราสามารถกลายเป็นแรงผลักดันชั้นเยี่ยมที่จะให้เราเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้ เช่น ถ้าเรามีสิ่งที่ควรทำ แต่ไม่ยอมลงมือทำสักที ให้ลองบอกเพื่อน ครอบครัว แฟน หรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย บอกว่าเราจะเริ่มทำสิ่งนี้ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่และเวลาเท่านี้ ประกาศออกไปเลย แล้วบอกพวกเขาด้วยว่า ถ้าเกิดเห็นเราเริ่มผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมลงมือทำ ช่วยเตือนเราด้วย

หรือจะเอาแบบขั้นเข้มข้น พนันไปเลยว่าถ้าเราไม่ทำ จะเสียเงิน 1,000 บาทให้ใครสักคน แบบนี้จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้เราลงมือทำมากขึ้น

13

 อยู่กับคนที่ใช่

“ถ้าอยากจะเรียนรู้ให้ได้ดีที่สุด เราต้องอยู่ในที่ที่มีคนเก่งกว่าตัวเอง” เช่นเดียวกับการเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง ถ้าอยากเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง เราก็ต้องไปคลุกคลีกับคนที่ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง 

วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? 

เพราะว่าโดยธรรมชาติคนที่เราใช้เวลาด้วยสามารถส่งผลกระทบต่อเราได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรม

เราจะเป็นเช่นคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด ซึ่งมี 2 อย่างที่เราควรทำ 

1. มองหาคนที่ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง แล้วเข้าไปใช้เวลากับพวกเขา เรียนรู้ว่าพวกเขามีวิธีรับมือยังไงกับมัน

2. ลดการใช้เวลากับคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง

14

เปลี่ยนสถาน

หากพบว่าเรามักผัดวันประกันพรุ่งตอนอยู่ที่บ้าน ลองออกไปสถานที่อื่น เพราะถ้าอยู่สถานที่เดิมที่เราผัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอด สมองของเราคุ้นชินกับมัน และเรียนรู้ว่าถ้าอยู่สถานที่นี้ มักจะผัดวันประกันพรุ่ง 

แต่เมื่อเราเปลี่ยนสถานที่ สมองจะเริ่มตื่นตัว ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ เช่น ไปร้านกาแฟ ไปห้องสมุด ไปสถานที่ใหม่ ๆ แล้วทำงานที่นั้นแทน

15

ให้รางวัลตัวเอง

มนุษย์เราถูกขับเคลื่อนด้วยรางวัล เราทำอะไรบางอย่างเพื่อคาดหวังว่าจะได้รับรางวัลเสมอ ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการให้รางวัลเพื่อเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งของตัวเองได้

เมื่อรู้สึกกำลังจะผัดวันประกันพรุ่ง ให้เราสร้างแรงจูงใจด้วยการสร้างระบบให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมา เช่น เราชอบเล่น TikTok เล่นเกม หรือดูซีรีส์เกาหลี ก็ให้เรากำหนดว่าแทนที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ตอนที่รู้สึกอยากทำ ให้เปลี่ยนเป็น สามารถทำได้ เมื่อทำงานบางอย่างให้เสร็จก่อน

  • ฉันต้องทำงาน A เสร็จก่อน แล้วฉันจะได้รางวัลเป็นการดูซีรีส์เกาหลี
  • ฉันต้องทำงาน B เสร็จก่อน แล้วฉันจะได้เล่น Tiktok
  • ฉันต้องออกกำลังกายเสร็จก่อน ถึงจะสามารถกินช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ๆ 1 ชิ้นได้

คำคมสร้างแรงบันดาลใจการผัดวันประกันพรุ่ง

1. “การผัดวันประกันพรุ่งคือหัวขโมยของกาลเวลา” ― Edward Yang

2. “บุคคลผู้เลื่อนเวลาชีวิตไปก็เหมือนคนที่คอยให้แม่น้ำแห้งหมดก่อนถึงจะเดินข้ามไป” ― Horace

3. “การลงมือทำจะทำลายการผัดวันประกันพรุ่งของคุณ” ― Og Mandino

4. “อย่ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้ในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้” Thomas Jefferson

5. “ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวคือความสามารถในการลงมือทำ” ― Alexander Graham Bell


6. “คุณไม่สามารถทำอะไรได้มากมายเลยในชีวิตนี้ ถ้าคุณยังคงทำงานเฉพาะในวันที่คุณรู้สึกดี” ― Jerry West

7. “มือสมัครเล่นนั่งรอแรงบันดาลใจ พวกเราที่เหลือก็แค่ลุกขึ้นไปทำงาน” ― Stephen King

8. “หากคุณเลื่อนออกไปทุกอย่างจนกว่าคุณจะแน่ใจ คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย” ― Norman Vincent Peale

9. “คุณไม่สามารถหนีความรับผิดชอบของวันพรุ่งนี้ได้ด้วยการหลีกเลี่ยงวันนี้” ― Abraham Lincoln 

10. “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อย่าวางใจว่าจะมีโอกาสในวันพรุ่งนี้” ― Horace Slughorn

บทสรุป

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นหนึ่งในฆาตกรที่ดับความฝันผู้คนมานักต่อนักแล้ว แต่อย่าให้มันดับเราเลยครับ

วันนี้จงลุกขึ้นมาต่อสู้กับมัน เอาชนะมัน ปลดปล่อยศักยภาพที่เรามีอย่างแท้จริงออกมา แล้วใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการ

เราเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ครับ 

เราสามารถเอาชนะมันได้ เพียงแค่เราต้องรู้เทคนิค วิธีการรับมือ และฝึกฝนมันไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัยใหม่ขึ้นมา

หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ ลองนำ 15 เทคนิคไปปรับใช้สำหรับตัวเองนะครับ

“จงเปลี่ยนสักวันฉันจะทำ เป็นวันนี้ฉันจะทำมัน!”

แล้วเจอกันที่ปลายทางของความสำเร็จครับ 💪