กฎแรงดึงดูดคืออะไร ความลับที่คนสำเร็จรู้กัน

กฎแรงดึงดูด (The Law of Attraction) คืออะไร? ความลับที่คนสำเร็จรู้กัน

ไม่ว่าในขณะนี้ คุณจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ทุกวินาทีของการดำรงอยู่ของเรา ล้วนถูกชี้นำและได้รับอิทธิพลจากกฎธรรมชาติที่เรียกว่า “กฎแรงดึงดูด (The Law of Attraction)” 

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

กฎแรงดึงดูดเป็นกฎที่ถูกขานนามว่าเป็นกฎที่ทรงพลังมากที่สุดกฎหนึ่ง เช่นเดียวกับกฎแรงโน้มถ่วงที่ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ถ้าตกจากตึก ก็ต้องตกลงพื้นอยู่ดี เป็นสิ่งที่เราไม่มีทางที่จะต่อต้าน ต่อสู้ หรือเปิด-ปิดไม่ให้มันทำงานได้ มันทำงานอยู่ทุกขณะตั้งแต่เราเกิดขึ้นจนถึงวันสุดท้าย

และแท้จริงแล้วกฎนี้ไม่ใช่อะไรที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เหนือจินตนาการ มันเป็นแค่หนึ่งในกฎธรรมชาติทั้งหมดที่มีอยู่

ซึ่งน้อยคนนักที่จะตระหนักอย่างเต็มที่ว่ากฎแห่งการดึงดูดมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด

ส่วนผู้คนที่รู้จักวิธีใช้งานมัน จะได้ประโยชน์มหาศาล สามารถช่วยให้ชีวิตของพวกเขาได้รับสิ่งที่ต้องได้ง่ายยิ่งขึ้น

“จินตนาการคือทุกสิ่งอย่าง มันคือภาพของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิต” – อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ 

ข่าวดีก็คือ เราทุกคนสามารถทำได้เช่นกัน และจำไว้ว่าในตัวคุณมีขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องรู้วิธีการดึงมันออกมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นชีวิตที่เราต้องการ

“ไม่มีพลังภายนอกใด ทรงพลังเท่ากับพลังภายในตัวเรา”

ดังนั้น บทความนี้ ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเข้าใจกฎแรงดึงดูดมากขึ้น

หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้รับประโยชน์ และนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตนะครับ 🙌

กฎแรงดึงดูดคืออะไร?

กฎแรงดึงดูด (The Law of Attraction) คืออะไร?

เล่าจื๊อ นักปราชญ์ชาวจีนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า  “จงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นคำพูด จงระวังคำพูด เพราะมันจะกลายเป็นการกระทำ จงระวังการกระทำ เพราะมันจะกลายเป็นความเคยชิน จงระวังความเคยชิน เพราะมันจะกลายเป็นอุปนิสัย และจงระวังอุปนิสัย เพราะมันจะกลายเป็นโชคชะตาของเจ้า”

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความคิด” นี่คือสิ่งที่เล่าจื๊ออยากจะบอกเรา ซึ่งสะท้อนแนวคิดของกฎแรงดึงดูดได้เป็นอย่างดี

และยังตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ทุกสรรพสิ่งล้วนเริ่มต้นจากภายใน”

กฎแรงดึงดูดนั้นเชื่อว่า “ความคิด” เป็นตัวกำหนด “ความจริง” ทุกสิ่งที่มนุษย์เราคิด จะดึงดูดองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อทำให้ความคิดนั้น มันเกิดกลายเป็นความจริงขึ้น

“ความคิด คือ เมล็ดพันธุ์ที่รองอกเงยในโลกความเป็นจริง”

ดังนั้น ตามกฎแรงดึงดูดแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้รับในชีวิต ณ ตอนนี้ เราเป็นผู้ดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามาผ่าน “ความคิด” ของเรา 

และตามกฎของฟิสิกส์ที่ค้นมานานแล้วว่า “ทุกอย่างคือพลังงาน รวมถึงความคิดด้วย” และพลังงานที่เหมือนกัน จะดึงดูดกันและกัน

เราดึงดูดโลกทางกายภาพด้วยความคิด ซึ่งทุกความคิดมีระดับพลังงานที่แตกต่างกัน และพลังงานที่สั่นด้วยความถี่เหมือนกัน จะดึงดูดพลังงานที่มีความถี่เท่ากันนี่คือ สิ่งที่กฎแรงดึงดูดจะบอกเรา

“ความคิดคือแม่เหล็กดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในความคลื่นถี่เดียวกัน”

สรุปแล้ว กฎแรงดึงดูดคือ เรามีความคิดอย่างไร เราก็จะได้ชีวิตอย่างนั้น เหมือนสุภาษิตไทยที่พูดไว้ว่า “เราเกลียดอะไร ก็มักจะได้สิ่งนั้น”

ขอยกคำพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เพื่อยืนยันแนวคิดนี้เพิ่มนะครับ เขาเคยพูดไว้ว่า “โลกที่เราสร้างขึ้นนั้นเป็นกระบวนของความคิดของเรา ดังนั้น เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย หากไม่เปลี่ยนความคิด”

กฎแรงดึงดูดในชีวิตประจำวัน

ในทุกชีวิตเราล้วนเคยผ่านพบเจอเหตุการณ์เหล่านี้ คนที่บ่นอยู่ตลอดเวลา มักจะดึงดูดเพื่อนหรือผู้คน สังคมที่มีทัศนคติที่ชอบบ่นเหมือนกัน พวกเขามีกลุ่มไลน์ จับกลุ่มคุยกันช่วงพักเที่ยง

หรือคนที่รู้สึกมีความสุขและกระฉับกระเฉงในชีวิต ก็มักจะดึงดูดผู้คนที่มีเป้าหมาย มีแรงบันดาลใจเข้ามาในแวดวงของตัวเขา พวกเขาจะเริ่มไปเข้าสัมมนา เข้าเรียนคอร์ส พัฒนาตนเอง แล้วก็เป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน

ดังนั้น หากจิตใจของเราเต็มไปด้วยความคิดด้านลบ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะรู้สึกไม่พึงพอใจ เบื่อหน่าย ทุกข์ เศร้า หดหู่

ทั้งหมดนี้เบื้องหลังมาจากกฎแรงดึงดูด ซึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่

สิ่งสำคัญคือ จักรวาลไม่สนใจว่าเราจะรู้สึกแบบไหน ไม่สำคัญว่าเราเป็นคนคิดบวกหรือคิดลบ มันเพียงตอบสนองตามหน้าที่ของมัน ถ้าเรายิ่งคิดลบ เราก็จะดึงดูด สิ่งที่ลบ ๆ เข้ามา และถ้าเราคิดบวก เราก็จะดึงดูด สิ่งที่บวก ๆ เข้ามาเช่นกัน นี่คือธรรมชาติ

3 หลักของกฎแรงดึงดูด

ขึ้นชื่อว่ากฎเป็นสิ่งที่ใช้กับทุกสิ่งไม่ว่าเราจะเชื่อในกฎนั้นหรือไม่ก็ตาม เช่น กฎแรงโน้มถ่วง ไม่ว่าเราจะเชื่อว่ามันมีจริงหรือไม่มี เราก็ได้รับผลกระทบจากมัน เช่นเดียวกับกฎแรงดึงดูด ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ กฎนี้จะยังทำงานและส่งผลต่อชีวิตของเราทุกคน

ซึ่งกฎแรงดึงดูดมี 3 ลักษณะหลักที่เราจำเป็นต้องรู้

1

ดึงดูดสิ่งที่เหมือนกัน

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคทำนองนี้ว่า “คนที่เหมือนกัน คล้ายกันจะดึงดูดเข้าหากัน” ซึ่งตรงกับกฎแรงดึงดูดที่บอกว่า “สิ่งที่เหมือนกันหรือคล้ายกันจะดึงดูดกันและกัน” จะเรียกว่าเป็นหัวใจของกฎนี้เลยก็ว่าได้

เราจะดึงดูงผู้คนที่มีความคิด มีพฤติกรรมเหมือน ๆ เรา ตัวอย่างเช่น คนเรามักจะมีเพื่อนฝูงที่สนใจเรื่องเดียวกันกับเรา คนที่ฉลาดก็มักจะอยู่กับคนที่มีความฉลาดในระดับเดียวกัน คนที่รักการออกกำลังกาย ก็จะแวดล้อมด้วยคนที่รักออกกำลังกาย คนที่ชอบเล่นเกม ก็จะมีเพื่อนคลุกคลีที่เล่นเกมด้วยกัน หรือคนที่ชอบบ่น ก็มักจะดึงดูดแล้วรวมตัวกันเป็นกลุ่ม คนที่ชอบอ่านหนังสือก็จะดึงดูดผู้คนที่รักการอ่านเหมือนกัน

ซึ่งถ้าเราสังเกตและใส่ใจให้ดี เราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับสิ่งที่เราได้รับในชีวิตสิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตปัจจุบันของเรา ตั้งแต่บ้าน เพื่อนสนิทไปจนถึงอาชีพการงาน ล้วนเป็นผลมาจากความคิดของเรา 

โดยสรุปแล้วเป็นกฎที่เรียบง่าย “เราเป็นอย่างไร เราก็จะดึงดูดสิ่งที่เป็นเหมือนเราเข้ามา” ดังนั้น ถ้าอยากได้คนแบบไหนเข้ามาในชีวิต ก็จงเป็นคนแบบนั้นเสียก่อน แล้วสิ่งที่เราเป็นจะดึงดูดคนที่เราต้องการเข้ามาเอง

2

ธรรมชาติไม่สามารถทนต่อความว่างเปล่า

ในโลกของกฎแรงดึงดูด เชื่อสิ่งที่เรียกว่า “Nature abhors a vacuum” หรือธรรมชาติเกลียดชังพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นไปตามกฎฟิสิกส์ กฎเทอร์โมไดนามิกส์ที่บอกว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพื้นที่ว่างโดยสมบูรณ์ มันจะต้องมีบางสิ่งมาทดแทนสิ่งที่หายไปเสมอ”

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกฎแรงดึงดูด เกี่ยวครับ และสำคัญมากด้วย เพราะมันไม่ได้ใช้กับโลกภายนอกเท่านั้น มันยังครอบคลุมถึงโลกภายในของเราด้วย นั่นคือ โลกของความคิด ซึ่งเป็นแก่นของกฎแรงดึงดูด

กฎแรงดึงดูดมีพื้นฐานมาจากความจริงที่ว่าธรรมชาติไม่สามารถทนต่อความว่างเปล่าได้ เราจึงควรต้องขจัดความคิดเชิงลบออกจากชีวิต แล้วใส่สิ่งที่เป็นบวกเข้ามาแทนที่ เพื่อดึงดูดสิ่งบวก ๆ เข้ามาในชีวิต

หากต้องการได้รับประโยชน์จากกฎข้อนี้ เราต้องเริ่มต้นด้วยการกำจัดแง่ลบออกจากชีวิต เรามีเพื่อนที่ทำให้เรารู้สึกแย่อยู่เสมอไหม ถ้าตามกฎข้อนี้ อาจจะต้องถึงเวลาปล่อยพวกเขาไปแล้ว แล้วหาคนที่ทำให้เรารู้สึกบวกมาแทน

3

ปัจจุบันสมบูรณ์แบบเสมอ

การทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันให้สมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นหลักข้อสุดท้ายของกฎแรงดึงดูด 

แน่นอนว่า เราไม่สามารถสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา เราจะมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดบ้าง แต่สำหรับกฎข้อนี้แทนที่จะคิดถึงสิ่งเหล่านั้น เศร้า รู้สึกลบหรือไม่มีความสุขกับมัน เราควรมุ่งความสนใจไปที่การหาวิธีที่จะทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะเชื่อว่าถ้าปัจจุบันดี และมีความสุข มันจะดึงดูดเราไปสู่อนาคตที่สดใสยิ่งเข้าไปอีก

อย่าลืมว่าอนาคตก็คือปัจจุบัน เป้าหมายในแต่ละวันของเราควรเป็นการหาวิธีทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันของเราเป็นบวกต่อตัวเองมากที่สุด 

5 เครื่องมือสำหรับกฎแห่งแรงดึงดูด

blank

ในเครื่องมือที่จะช่วยทำให้กฎแรงดึงดูดทรงพลังมากขึ้นทั้งหมดนี้ มีจุดประสงค์เป็นไปตามกฎแรงดึงดูด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่ารูปแบบการคิดของเราส่งผลโดยตรงต่อสิ่งที่เราจะได้รับ หากเราใส่พลังบวกให้กับความคิด เราก็จะได้ผลลัพธ์ในชีวิตบวก

และหนึ่งในสาเหตุหลักตามกฎแรงดึงดูดที่เป้าหมายหรือความฝันของเรายังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะเราไม่ได้ให้พลังเชิงบวกมากพอกับความคิด หรือเราปล่อยให้ความคิดเชิงลบเล็ดลอดเข้ามา ซึ่งเครื่องมือทั้ง 5 นี้จะช่วยลดโอกาสที่ความคิดลบ ๆ โผล่เข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา และส่งเสริมให้เรามีความคิดเชิงบวก

1

การสร้างภาพจินตนาการ

โดยธรรมชาติของจิตใต้สำนึก มันจะแยกไม่ออกว่าสิ่งที่เราคิดนั้นมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ดังนั้นการใช้เทคนิคสร้างภาพจินตนาการเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังวิธีหนึ่งที่จะช่วยดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราได้

ไม่ว่าเป้าหมายของเราจะเป็นอะไร ให้สร้างภาพจินตนาการขึ้นในหัว แล้วมองเห็นผลลัพธ์ราวกับว่ามันได้ขึ้นในชีวิตเราแล้ว

เช่น อยากได้บ้าน ก็ให้หลับตาแล้วเอาตัวเราเสมือนอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว เดินอยู่ในบ้าน และยิ่งจะทรงพลัง ถ้าเรารู้สึกด้วย ไม่เพียงเห็นบ้านในฝัน แต่รู้สึกถึงมัน รู้สึกถึงความสุขตอนที่เราได้เป็นเจ้าของ ได้ดูแลมัน ได้พาครอบครัวเข้าไปอยู่ เพราะยิ่งละเอียด และรู้สึกมากแค่ไหน เราก็จะยิ่งเชื่อมากเท่านั้น และยิ่งเราเชื่อมากเท่าไหร่ เราก็จะอยากที่ลงมือทำมันให้เกิดขึ้นมากเท่านั้น

2

พูดยืนยัน

เมื่อคุณจินตนาการถึงสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงในชีวิตแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะหันมาใช้มนต์ คำว่ามนต์นี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์อะไรนะครับ เป็นการพูดยืนยันประโยคเชิงบวกเพื่อตอกย้ำจิตใต้สำนึก โดยมีหลัก 4 ข้อ

  1. ยิ่งบ่อย ยิ่งดี  ยิ่งจะตอกย้ำ จิตใต้สำนึกของเราจะค่อย ๆ เริ่มยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริง
  2. ต้องเป็นประโยคที่ทำให้รู้สึกดี ไม่ใช่พูดแล้วกดดันหรือเครียด ท้อแท้
  3. ใช้คำว่า “ฉัน”
  4. ประโยคอยู่ในรูปปัจจุบันเท่านั้น

ตัวอย่างการใช้ประโยค

  • ฉันเป็นคนเก่ง ฉันมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ
  • ฉันมีพลังที่จะสร้างชีวิตที่ฉันต้องการ
  • ฉันรู้สึกสนุกและมีความสุขกับกระบวน 
  • ฉันเก่งขึ้น ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
  • ฉันเข้าใกล้ความฝันขึ้นทุก ๆ วัน
  • ฉันเป็นผู้เขียนเรื่องราวชีวิตของฉัน
  • ฉันเลือกสิ่งที่ฉันเป็น

อย่าลืมพูดสิ่งนี้ทุก ๆ วัน ใช้เวลาครั้งละ 3-5 นาที ยิ่งถ้าพูดหน้ากระจกได้ยิ่งดี แล้วความรู้สึกของเราจะถูกยกขึ้น ทำให้มีพลังที่ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น

3

เขียน

หลังจากเรามีการใช้เทคนิคพูดยืนยันประโยคที่จะตอกย้ำจิตใต้สำนึกในสิ่งที่เราต้องการแล้ว จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น ถ้าเราไม่เพียงแค่พูด แต่เขียนลงกระดาษด้วย

การเขียนจะช่วยให้สมองเรียนรู้ที่จะจดจำรูปแบบความคิดที่เราปรารถนาได้เร็วยิ่งขึ้น และช่วยตอกย้ำความคิดและความเชื่อที่เราอยากป้อนให้ลงรากลึกลงในใจจิตใต้สำนึก

หยิบปากกา และกระดาษขึ้นมา เขียนในสิ่งที่ต้องการในชีวิต เขียนมันซ้ำ ๆ ยิ่งบ่อย ยิ่งดี ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ยิ่งบ่อย เรายิ่งเชื่อ 

4

กระดานแห่งความฝัน

การทำกระดานภาพเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เป้าหมาย ความปรารถนาของเราชัดเจนและมีแรงจูงใจมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยเตือนความจำ ช่วยรักษาทัศนคติเชิงบวกอีกด้วย

แล้วกระดานความฝันคืออะไร มันคือการที่เรารวบรวมทุกสิ่งอย่างที่เราใฝ่ฝันหรือปรารถนาถึง ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือวัตถุที่เราต้องการให้มันเกิดขึ้นในอนาคต มาอยู่ในหน้ากระดานเดียวกัน เช่น

  • ตัดนิตยสารบางส่วนที่เราเห็นแล้วเกิดแรงบันดาลใจ เช่น ถ้าอยากหุ่นดี เห็นภาพคนที่หุ่นดี เป็นแรงบันดาลใจแล้วมาติดแปะ
  • ภาพปึกเงิน 10 ล้านบาท
  • ภาพประเทศหรือสถานที่ที่เราใฝ่ฝันอยากไปเที่ยว
  • ถ้อยคำหรือประโยคที่สร้างแรงบันดาลใจ
  • รถหรือบ้านที่เราปรารถนา
  • นำคำยืนยันที่เราใช้จากข้อ 2 และ 3 มาปริ้นหรือเขียนแปะไว้ด้วย
  • ภาพธรรมชาติ ดูแล้วผ่อนคลาย สงบ

จำไว้ว่า กฎแรงดึงดูดทำงาน 2 ครั้งเสมอ ครั้งที่ 1 ในหัวเรา และอีกหนึ่งครั้งในความเป็นจริง ดังนั้น จงมองมันให้บ่อยที่สุด คิดถึงมันบ่อยที่สุด

5

ความกตัญญู

การสร้างความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้กับกฎแรงดึงดูด เพราะอารมณ์ที่เรารู้สึกขอบคุณนั้นทรงพลังมากที่สุด

“เราคิดอะไร รู้ค่าสิ่งไหน ก็จะได้สิ่งนั้น” – John Demartini

โดยปกติคนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่ขาดแคลน สิ่งที่ไม่พอใจ แต่ทันทีที่เราเริ่มรู้สึกขอบคุณสิ่งต่าง ๆ สมองของเราจะเดินเส้นทางใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเร่งดึงดูดสิ่งที่เราต้องการเข้ามา เพราะมันยากที่เราจะได้อะไรมากขึ้นในชีวิต หากเรายังไม่รู้สึกสำนึกขอบคุณในสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้

วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เป็นระบบคือ การจดบันทึกการขอบคุณประจำวัน ทุก ๆ เช้า และก่อนเข้านอน ให้มองหาสิ่งที่จะขอบคุณ เช่น ขอบคุณที่ยังมีลมหายใจ ขอบคุณมือถือยังช่วยเป็นนาฬิกาปลุกให้เราได้ตื่นในเวลา และขอบคุณตัวเองที่วันนี้ได้ทำเต็มที่ ขอบคุณที่ยังมีเตียงนุ่ม ๆ ให้ได้นอนหลับสบาย 

3 ขั้นตอนในการใช้กฎแรงดึงดูด

blank
ผู้เขียน The Secret (ขอบคุณภาพจาก hindustan times)

กฎแห่งการดึงดูดไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่มันมีกระบวน โดยขั้นตอนที่เป็นที่แพร่หลายที่สุด มาจากหนังสือ The Secret ซึ่งได้แนะนำ 3 ขั้นตอนเพื่อให้ได้ทุกสิ่งที่เราต้องการ

1

บอกว่าเราต้องการอะไร

การบอกถือเป็นก้าวแรกของการกระบวนการใช้กฎแรงดึงดูด แต่ก่อนที่เราจะส่งคำสั่งหรือบอกจักรวาลว่าเราต้องการอะไร เราต้องถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่าสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงนั้นคืออะไร แล้วตัดสินใจ

เริ่มต้นด้วยลองใช้เวลาอยู่กับตัวเองลำพัง ในสถานที่เงียบ ๆ ที่ซึ่งสามารถนั่งทบทวนชีวิตได้ เตรียมโน้ตบุ๊ก สมุดบันทึก หรือมือถือที่สามารถจดบันทึกได้ แล้วถามตัวเองคำถามเหล่านี้ (ระหว่างถามตัวเอง ให้คิดว่าไม่มีข้อจำกัดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น)

  • ความฝันของฉันคืออะไร?
  • ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของฉันคืออะไร?
  • ฉันถูกส่งมาโลกใบนี้เพื่อทำสิ่งใด?
  • ฉันชอบและสนุกกับการทำอะไร?

นึกภาพให้ชัดที่สุด แล้วเขียนคำตอบทุกอย่างที่โผล่มาในหัวของเราออกมา และสัมผัสความรู้สึกว่าเรารู้สึกยังไง มีความสุขไหม

ความรู้สึกที่ดีคือหัวใจสำคัญของกระบวนการนี้

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไร สิ่งต่อไปคือ จงบอกสิ่งที่เราต้องการนี้ให้จักรวาลด้วยการคิดถึงสิ่งที่ต้องการตลอดเวลา 

เพราะทุกวัน ทุกขณะ เรากำลังบอกจักรวาลอยู่ตลอดเวลาผ่านความคิด ทุกสิ่งที่เราคิด อ่าน พูดคุย และให้ความใส่ใจ เป็นการบอกจักรวาลว่าเราต้องการดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต

ดังนั้นยิ่งจดจ่อกับสิ่งที่ต้องการ (แทนที่จะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ) มากเท่าไหร่ ความฝันและเป้าหมายก็จะยิ่งปรากฏเร็วขึ้นเท่านั้น 

“เมื่อบอกหรือขอไปแล้ว จงรู้ไว้เถิดว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นตกเป็นของคุณแล้ว” จากหนังสือ How The Secret Changed My Life

2

เชื่อว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ

หลังจากตัดสินใจและมีภาพในหัวถึงสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ให้ลองถามตัวเองว่า “ฉันเชื่อไหมว่ามันเป็นไปได้?”

เพียงแค่มีภาพในหัวและมีความต้องการแล้วยังไม่มีพลังมากพอ เราต้องเชื่อว่ามันเป็นไปได้อย่างไม่สงสัยด้วยว่าสิ่งที่ต้องการนั้น จะกำลังเดินทางมาหาเรา

เพราะหากเรายังไม่เชื่อว่า จะเป็นไปได้ แสดงว่าเรากำลังบอกจักรวาลว่าเราไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ซึ่งตามกฎ เรารู้สึกอย่างไร จักรวาลก็จะตอบกลับมาอย่างนั้น ซึ่งหมายความว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้รับในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ

แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ เชื่อว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น แล้วปล่อยวาง 

ในแต่ละวันให้เต็มไปด้วยความหวัง ความเชื่อ และหลงใหลในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ปลดปล่อยความสงสัย ความกังวล และความกลัวออกให้หมด

ให้เชื่อเหมือนเวลาเราไปสั่งอาหารในร้านอาหาร เราดูเมนูและตัดสินใจว่าต้องการอะไร แล้วบอกพนักงาน หลังจากพนักงานรับออเดอร์แล้ว เราก็นั่งรออย่างเพลิดเพลิน และไม่ลังเลสงสัยว่าจะไม่ได้รับอาหารที่ตัวเองสั่ง และในที่สุด พอถึงเวลาพนักงานเสิร์ฟก็จะนำอาหารที่เราสั่งมาเสิร์ฟ 

กระบวนการนี้สำคัญ จงรออย่างเพลิดเพลิน สนุกกับการเดินทาง ไว้วางใจและเชื่อในกระบวนการ

ความเชื่อจะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่สิ่งนั้นจะปรากฏเป็นวัตถุที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

“เมื่อคุณควบคุมความเชื่อได้ คุณก็ควบคุมชีวิตตัวเองได้” จากหนังสือ How The Secret Changed My Life

3

ได้รับสิ่งที่ต้องการ

หลังจากที่เราบอกและเชื่อว่าจะได้รับแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือ การยอมรับ การรู้สึกถึงความสุขที่ได้รับ พูดง่าย ๆ ก็คือ รู้สึกมีความสุขที่ได้ในสิ่งที่เราต้องการแล้ว

เรารู้สึกยังไง ถ้าตอนนี้กำลังเดินสัมผัสสิ่งเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านที่เราใฝ่ฝัน หรือถ้าตอนนี้เรากำลังจับพวงมาลัยรถในฝัน หรือจะเป็นยังไง ถ้าตอนนี้เรากำลังยืนพูดสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้าน

ส่งเสริมความรู้สึกว่าเราได้รับสิ่งที่คุณต้องการแล้ว และขอบคุณ รู้สึกซาบซึ้ง รู้สึกปีติยินดีสำหรับการได้รับสิ่งนั้น การส่งความรู้สึกดี ๆ ออกไป จะทำให้เรามีพลังมากพอที่จะทำให้สิ่งที่ต้องการปรากฏขึ้นในชีวิต

จงเตรียมพร้อมและพร้อมที่จะรับสิ่งที่จักรวาลเตรียมไว้ให้เรา และไม่ต้องสงสัยว่าจะได้รับมันอย่างไรหรือเมื่อไหร่ หน้าที่เราคือ ดูแลความคิดและความรู้สึกของตัวเอง

“เมื่อคุณรู้สึกดี คุณจะอยู่ใ่นคลื่นความถี่ของการรับ และสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการก็จะมาหาคุณ” จากหนังสือ How The Secret Changed My Life

คำคมกฎแรงดึงดูด

1. “จักรวาลคือการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราคือสิ่งที่ความคิดของเราสร้างขึ้น” – Marcus Aurelius Antoninus

2. “สิ่งที่เราเป็นผลมาจากสิ่งที่เราคิด” – Buddha

3. “ความคิดคือจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง” – Napoleon Hill 

4. “ทุกสิ่งที่เราคิด คือสิ่งที่เป็นจริง เป็นพลังชนิดหนึ่ง” – Bob Proctor

5. “เราไม่มีหน้าที่ต้องรู้ว่าอะไรต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีการจะปรากฎให้เราเห็นเองจากความเชื่อและยึดมั่นในสิ่งนั้น” – Jack Canfield


6. “เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้ว จักรวาลจะร่วมกันวางแผนทำให้มันเกิดขึ้น” – Ralph Waldo Emerson

7. “คุณเป็นอย่างที่สิ่งที่คุณคิดตลอดทั้งวัน” – Dr. Robert Schuller

8. “ผมยอมรับว่าความคิดมีอิทธิพลต่อร่างกาย” – Albert Einstein

9. “ความคิดและการกระทำที่ดีไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีได้ ความคิดและการกระทำที่ไม่ดีไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ ความทุกข์เป็นผลจากการคิดผิดไปในทางใดทางหนึ่งเสมอ” – James Allen

10. “กฎแห่งการดึงดูดทำหน้าที่ของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม” – Bob Proctor 

บทสรุป

กฎแรงดึงดูด คือ กฎธรรมชาติในระดับของความคิด ถ้าเราคิดอย่างไร เราก็จะได้รับอย่าง เหมือนกับกฎแห่งกรรมหรือกฎแห่งเหตุและผล 

ไม่ว่าปัจจุบันสภาพแวดล้อมภายนอกของเราจะเป็นอย่างไร เรายังมีอำนาจหนึ่งที่มีติดตัวมาตลอด คือ อำนาจในการเลือกที่จะคิด

เราสร้างชีวิตได้ เพียงแค่เปลี่ยนความคิด

เมื่อเปลี่ยนความคิด คลื่นพลังงานก็เปลี่ยน ชีวิตของเราก็จะเดินเส้นทางที่เปลี่ยนไป 

สุดท้ายตามกฎแรงดึงดูด “ความคิดคือแม่เหล็ก” ดังนั้น ขอให้ทุกคน จงก้าวเดินออกไป ดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ตอนนี้

แล้วพบกันที่ปลายทางของความสำเร็จครับ! 💪