การบริหารเวลาคืออะไร บริหารเวลาอย่างให้ประสบความสำเร็จ [ทุกสิ่งที่ต้องรู้อยู่บทความนี้]

การบริหารเวลาคืออะไร? บริหารเวลาให้ประสบความสำเร็จ [ฉบับสมบูรณ์]

คุณเคยรู้สึกว่าไม่มีเวลาพอในแต่ละวันไหมครับ?

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

ทุกคนล้วนเคยรู้สึกแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ นักธุรกิจ พนักงานออฟฟิศ นักเรียนหรือมนุษย์ทุก ๆ คนที่ยังจำเป็นต้องอยู่ในโลกใบที่แสนเร่งรีบใบนี้

แต่เรามีสิ่งหนึ่งที่เหมือน ๆ กัน มันคือเวลา ในหนึ่งวันเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แต่แล้วทำไมบางคนสามารถทำอะไรได้มากกว่าคนอื่น ๆ อะไรที่แยก Bill Gates, Steve Jobs และ Elon Musk ออกจากคนอีกมหาศาลที่เหลือ?

คำตอบคือ ทักษะการบริหารเวลาครับ

ใช่ครับ ทักษะการบริหารเวลาจะแยกคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ประสบความสำเร็จออกจากกัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดล้วนเชี่ยวชาญในด้านการบริหารเวลา พวกเขาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะพวกเขาเข้าใจและตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า “เวลาไม่เคยคอยใคร” 

แต่ข่าวดีคือ ทักษะการบริหารเวลาเป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้

คนที่ประสบความสำเร็จล้วนผ่านการฝึกฝนมาทั้งนั้น

และข่าวดียิ่งกว่า บทความนี้สามารถช่วยเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยเราให้เข้าใจการบริหารเวลา พร้อมแบ่งปันเทคนิค และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เราบริหารเวลาเก่งได้อย่างคนที่ประสบความสำเร็จทำกัน และยิ่งถ้าเรานำไปใช้กับตัวเอง มันจะเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในชีวิตของเราขึ้นมหาศาล

พร้อมที่จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นกันแล้วใช่ไหมครับ เราไปเริ่มกันที่ทำความรู้จักคำว่า การบริหารเวลากันก่อนครับ 🙌

การบริหารเวลาคืออะไร?

การบริหารเวลาคืออะไร? การบริหารเวลาคือทักษะการใช้เวลาที่มีอยู่เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้ผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุด

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่านิยามความหมายมันง่าย ๆ และสั้น ๆ มากเลยครับ

การบริหารเวลาเป็นกระบวนการในการวางแผนและจัดเวลาให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมี 2 องค์ประกอบที่สำคัญที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันคือ ปริมาณสิ่งที่ต้องทำ และเวลาที่ต้องใช้ไปกับสิ่งนั้น

ซึ่งในอดีตคำนี้ใช้เกี่ยวกับชีวิตการทำงานเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันมันได้ขยายขอบเขตครอบคลุมไปถึงการบริหารเวลาในทุกด้านของชีวิตด้วย

แสดงว่า “ยิ่งเราบริหารเวลาได้ดีแค่ไหน ก็เท่ากับว่าเราได้บริหารชีวิตได้ดีเท่านั้น”

การบริหารเวลาที่ดีจะช่วยให้เราสามารถทำสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้เสร็จได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะเวลาที่สั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตที่มากขึ้นด้วย (แถมยังมีประโยชน์อีกเยอะเลย แต่จะลงรายละเอียดด้านล่างนะครับ)

โดยสรุปแล้วการบริหารเวลาคือทักษะการใช้เวลาที่มีอยู่เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้ผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุด

13 เหตุผลว่าทำไมการบริหารเวลาจึงสำคัญนัก?

ทำไมการบริหารเวลาจึงสำคัญนัก?

ผมเคยอ่านเจอจำไม่ได้ว่าของใคร แต่มันดีมาก ๆ เขาบอกว่า “จงใช้ทุกนาทีที่เราหายใจให้คุ้มที่สุด คุ้มจนเรารู้สึกว่า แม้จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ เราก็ขอไม่กลับไปแก้ไขมัน เพราะเราได้ใช้ทุกวินาทีของเราได้อย่างคุ้มค่าสุด ๆ แล้ว”

แล้วเราล่ะ ตอนนี้ได้ให้คุณค่ากับเวลาที่มีอยู่ในมือมากแค่ไหน?

คำตอบนี้สามารถบ่งบอกถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราได้

ว่ากันว่ามี 2 สิ่งที่ไม่เคยรอคอยใคร “กระแสน้ำและเวลา” กระแสน้ำเราคงไม่พูดถึงในบทความนี้ แต่เวลาเป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนมีอยู่อย่างจำกัด ในแต่ละวันเราจะได้รับของขวัญมา 86,400 วินาที มันจึงสำคัญที่เราต้องรู้จักบริหารทรัพยากรที่มีค่านี้ให้คุ้มค่าที่สุด

ซึ่งผลลัพธ์ของความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จล้วนขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เวลาของเราทั้งสิ้น ดังนั้นทักษะการบริหารเวลาจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตในทุก ๆ ด้านของเรา

นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องสนใจว่าทำไมการบริหารเวลาจึงมีความสำคัญนัก แต่เพื่อให้เพื่อน ๆ เข้าใจมากขึ้น เราจะมาลงรายละเอียดเหตุผลเป็นข้อ ๆ กัน

🟪 เหตุผลที่ 1 ช่วยเพิ่มวินัยในตนเอง

ถ้าเรามีทักษะการบริหารเวลาที่ดี โอกาสที่เราจะมีวินัยในตนเองก็จะสูงตามไปด้วย เราจะเป็นคนที่ไม่ผัดวันประกันพรุ่งและทุก ๆ วันพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย

การมีวินัยในตนเองยังช่วยปรับปรุงด้านอื่น ๆ ในชีวิตด้วย ตั้งแต่อาชีพการงานไปจนถึงความรักความสัมพันธ์ กล่าวอีกมุมหนึ่ง ยิ่งเราจัดการเวลาได้ดีเท่าไร วินัยในตนเองของเราก็จะยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้น และยิ่งเรามีวินัยในตนเองมากเท่าไร เราก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

วินัยกับการบริหารเวลาเป็นของคู่กัน ขาดสิ่งใด สิ่งหนึ่งไม่ได้

🟪 เหตุผลที่ 2 เพิ่มคุณภาพของงาน

เมื่อเราไม่ต้องเร่งรีบเพื่อส่งงานในเวลาที่กำหนด เราจะสามารถมีเวลาทุ่มเทและคิดมากขึ้น การบริหารเวลาช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของงาน ทำให้เรามีเวลาที่จะทุ่มเทและคิดในงานนั้น ๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบเพื่อส่งงานให้ทันกำหนด เพราะเรามั่นใจได้ว่าเรามีเวลาเพียงพอสำหรับทำทุกงานให้เสร็จ

เมื่อเรามีเวลาในการคิด หาข้อมูลมากขึ้น คุณภาพงานของงานของเราก็จะเพิ่มขึ้นอัตโนมัติ

🟪 เหตุผลที่ 3 นอนหลับเต็มอิ่ม

ถ้าเรามีทักษะการบริหารเวลาที่ดี เราจะไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ต้องทนทำงานทั้งคืน อดหลับอดนอนเพื่อส่งงานให้ทันกำหนดพรุ่งนี้เช้า แต่ถ้าเรามีการบริหารเวลาที่ดี เราจะสามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งเวลาการทำงานและเวลานอนหลับได้อย่างดี และไม่ส่งผลกระทบกันและกัน

จากงานวิจัยพบว่า ชาวอเมริกันเกือบครึ่งนอนหลับไม่เพียงพอหรือมีคุณภาพการนอนต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งส่งผลให้กระทบไปสู่ชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วย

เราต้องนอนให้ดี ถ้าต้องการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ทักษะการจัดการเวลาที่ดีจะช่วยให้เราได้พักผ่อนตามต้องการ โดยไม่กังวลเรื่องใด ๆ 

🟪 เหตุผลที่ 4 ความเครียดลดลง

เป็นเรื่องง่ายที่เราจะกระวนกระวายใจ เครียดเมื่อรู้ว่ามีสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำทันไหม จะมีเวลาพอไหม

การจัดการเวลาที่ดีสามารถช่วยลดระดับความเครียด ความกังวลให้เราได้ เพราะมันจะช่วยจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำและจัดสรรเวลาที่จำเป็นให้แก่เรา แล้วเราจะรู้ว่าต้องทำอะไรและมีเวลาเท่าไรในการลงมือทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้น 

จำไว้ว่า เราจะเครียด เพราะเราสัมผัสได้ถึงความไม่แน่นอนว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทำทันไหม จะส่งงานทันไหม แต่ถ้าเรารู้ชัดเจนว่าเรามีเวลาพอที่จะทำ ความเครียดจะลดระดับลงทันที

🟪 เหตุผลที่ 5 เพิ่มความมั่นใจ

เมื่อเราสามารถจัดการเวลาได้อย่างดีและทำอะไรสำเร็จตามเวลาที่กำหนด เราจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกสำเร็จ ทำให้เราเกิดความมั่นใจในความสามารถและความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งยิ่งจะส่งเสริมให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ลงมือทำให้ดีขึ้นมากกว่า ส่งผลให้เกิดเป็นวงจรแห่งความสำเร็จขึ้นมาอีกด้วย

การบริหารเวลาที่ดี → ทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จ → เกิดความมั่นใจ → อยากพัฒนา

🟪 เหตุผลที่ 6 สร้างความสัมพันธ์ที่ดี

ทักษะการบริหารเวลาที่ดีมีความสำคัญต่อการมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วย ยิ่งเรามีเวลาว่างกับคนรัก ครอบครัว เพื่อน ๆ มากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของเราก็จะยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้น เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้น มีความคิดที่ดีขึ้น และคนรอบข้างจะเริ่มสังเกตเห็น และพลอยรู้สึกดีไปกับเราด้วย 

เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดี ก็จะยิ่งช่วยยกระดับทุกด้านของชีวิต

🟪 เหตุผลที่ 7 ส่งงานตรงเวลา

การบริหารเวลาได้อย่างดีจะช่วยให้เราทำงานเสร็จได้ตรงเวลา 

คนที่บริหารเวลาได้ดีล้วนรู้ว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเลื่อนงานออกมาให้ถึงใกล้ ๆ เวลาที่จะส่งงานถึงจะค่อยลงมือทำ พวกเขาลงมือทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะส่งงานได้ตรงเวลา และบางคนต้องทำงานให้เสร็จก่อนวันครบกำหนดด้วยซ้ำ เผื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น พวกเขาจะได้มีเวลาในการปรับแก้ไขได้

หากเรากำหนดเวลาในการทำงานได้อย่างดี เราจะสามารถทำงานให้ครบแถมเป็นงานที่มีคุณภาพได้ครบตามเวลาที่กำหนดทุกครั้ง และเราจะยังรู้สึกสบายใจและรู้สึกดีกับตัวเองด้วย

🟪 เหตุผลที่ 8 ทำให้ไม่พลาดโอกาสเติบโต

การจัดการเวลาได้อย่างดีจะช่วยให้ผู้คนที่ทำงานร่วมกับเรารู้สึกเชื่อมั่นในตัวเรา เพราะอดีตที่ผ่านมาเราสามารถส่งงานที่มีคุณภาพได้ในวันเวลาที่กำหนดหรืออาจจะเร็วกว่าด้วยซ้ำ สิ่งนี้จะทำให้เรามีคุณค่ามากขึ้นมากในฐานะคนที่ทำงาน และทำให้เรามีชื่อเสียงที่ดีในด้านการทำงาน ซึ่งจะนำเราไปพบโอกาสใหม่ ๆ ในสายงานอาชีพของเรา แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นคนที่บริหารเวลาไม่ดีเลย ส่งงานช้า เลื่อนงาน แถมยังเป็นงานที่ไม่มีคุณภาพด้วย ชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และโอกาสในการเติบโตของเราจะยากมาก

🟪 เหตุผลที่ 9 ช่วยให้มีเวลาพักผ่อนเต็มที่

ในชีวิตของเราการนอนหลับให้เต็มอิ่มสำคัญต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเราอย่างมาก ซึ่งวิธีเดียวที่จะช่วยให้เราได้มีเวลาพักผ่อนได้เต็มที่นั้นคือ เราต้องบริหารเวลาให้ดี 

หากเราบริหารเวลาให้ดีได้ เราจะมีเวลาพักผ่อน ผ่อนคลาย ใช้เวลากับสิ่งที่รัก นอนหลับได้เต็มอิ่ม และสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับวันถัดไป 

ดังนั้น ทักษะการบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เราจำเป็นต้องรู้วิธีจัดการเวลาทำงาน และเวลาพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังจากการเหนื่อยล้าทั้งวัน

🟪 เหตุผลที่ 10 เปิดโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต

อันตรายที่ซ่อนอยู่อย่างหนึ่งของการบริหารจัดการเวลาที่ไม่ดีคือ มันฆ่าโอกาสในการเจอสิ่งใหม่ ๆ ลองสิ่งใหม่ ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ พบผู้คนใหม่ ๆ ของเรา

หากเราดำเนินชีวิตด้วยความเร่งรีบจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เราจะไม่มีเวลาเพื่อมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตเลย แต่ถ้าเราบริหารเวลาได้ดี เราจะเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น เราสามารถไปทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำได้ เช่น ไปเป็นอาสาสมัครช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เด็กที่ไม่มีโอกาสหรือเอาเวลาไปเรียนคอร์สวิชาที่เราอยากเรียนรู้หรือไปเข้าชมรมคนที่สนใจสิ่งเดียวกันกับเรา และอีกมากมายตามที่เราอยากทำเลย

🟪 เหตุผลที่ 11 ช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ

ทักษะการบริหารเวลาช่วยให้เราเครียดน้อยลงและนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มมากขึ้น สองสิ่งนี้ส่งผลอย่างมหาศาลต่อคุณภาพของการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งทุกการตัดสินใจไม่ว่าจะเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการตัดสินใจครั้งใหญ่จะส่งผลกระทบในทุกด้านของชีวิตเราเช่นกัน ดังนั้น ถ้าความสามารถในการตัดสินใจของเราไม่ดี สิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตต่อไปก็จะออกมาไม่ดีด้วย

การบริหารเวลาที่ดีจะสามารถเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจให้ดียิ่งขึ้น ให้คมขึ้น รอบคอบขึ้น

🟪 เหตุผลที่ 12 เราจะมีอิสระมากขึ้น

เราจะทำอะไรครับ ถ้ามีเวลาทำในสิ่งที่เราชอบ? เราจะเรียนรู้ที่เล่นดนตรี ไปเที่ยว เล่นกีฬา ใช้เวลากับลูก ๆ อ่านหนังสือ หรือดูซีรี่ย์?

เราสามารถมีอิสระจากการมีเวลาเหลือเพื่อทำในสิ่งที่เราชอบจริง ๆ ได้ เราสามารถนำเวลาและชีวิตของเรากลับมาได้ ถ้าเรารู้จักการบริหารเวลา 

การบริหารเวลาจะมอบอิสระในชีวิตของเรามากขึ้น เราจะมีเวลาทำสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการมากขึ้น นี่คือเป้าหมายหลักของการบริหารเวลา

🟪 เหตุผลที่ 13 เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น

เรามาถึงเหตุผลข้อสุดท้ายกันแล้ว การบริหารเวลามีประโยชน์มากจริง ๆ และเหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญมากที่สุด การบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยมนั้น จะทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง และทำให้เราไม่ต้องเร่งรีบที่ต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จ เราจะมีสมาธิกับสิ่งที่ทำมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ทำเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จมากขึ้น เราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นเช่นกัน

12 ทักษะสำคัญช่วยให้บริหารเวลาเก่งขึ้น

10 กลยุทธ์การบริหารเวลาที่ทำได้ง่าย ๆ

🟪 1. ตั้งเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายคือก้าวแรกสู่การเป็นนักบริหารเวลาที่เก่งกาจ การตั้งเป้าหมายช่วยให้เราเข้าใจเป้าหมายสุดท้าย ภาพสุดท้ายอย่างชัดเจนและทำให้สามารถจัดลำดับความสำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้

วิธีการตั้งเป้าหมายง่าย ๆ ให้ใช้เทคนิค SMART Goal คือ เป้าหมายนั้นต้องเฉพาะเจาะจง วัดผลได้ สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ มีความเกี่ยวข้อง และมีเดดไลน์ (สำหรับใครอยากลงรายละเอียด ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับ SMART Goal ไว้อย่างละเอียด อ่านได้ที่นี่ครับ การตั้งเป้าหมายแบบ SMART)

🟪 2. วางแผนล่วงหน้า

เมื่อได้กำหนดเป้าหมายแล้ว ทักษะต่อไปที่สำคัญคือ การวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องเรียนรู้วิธีจัดทำแผนการลงมือทำที่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งยังจะช่วยให้เรามีความเครียดน้อยลง เพราะเรารู้แน่ชัดว่าจะต้องลงมือทำอะไรบ้าง และทำให้เราไม่เสียเวลาไปกับการทำอะไรที่ไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

จงวางแผนการลงมือทำ รวบรวมรายการสิ่งที่ต้องทำประจำเดือน ประจำสัปดาห์ ประจำวัน

🟪 3. จัดลำดับความสำคัญ

ทักษะหนึ่งที่สำคัญอย่างมากต่อการบริหารเวลาคือ ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำ

ไม่ใช่ว่างานหรือสิ่งที่ต้องทำทุกอย่างจะมีความสำคัญเท่ากันหมด เราจึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของมันเพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งไหนที่ต้องทำเป็นอันดับแรก ๆ และสิ่งไหนที่ยังไม่ต้องทำตอนนี้ก็ได้ ที่สำคัญมันจะช่วยให้เรามีการจดจ่อ ไม่ฟุ้งซ่าน

ให้ลองเริ่มต้นวันด้วยการเขียนรายการที่ต้องทำทั้งหมด แล้วให้เรียงลำดับความสำคัญ จากนั้นให้ทุ่มพลังงานที่เรามีให้กับงานที่สำคัญมากที่สุด แล้วค่อย ๆ ไล่ลงมางานที่สำคัญน้อยกว่า ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ 

🟪 4. กำหนดเดดไลน์

ทักษะที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการบริหารเวลาคือ การกำหนดเดดไลน์หรือเส้นตายของงานหรือสิ่งที่จะทำแต่ละอย่าง

ถ้าเราไม่รู้ว่าจะต้องทำเสร็จภายในวันไหน เราจะเลื่อนมันไปเรื่อย ๆ ดังนั้น เมื่อมีงานในมือที่ต้องทำ ให้กำหนดเส้นตายที่เหมาะสมและยึดกับมัน

การเขียนเดดไลน์ลงในกระดาษโน้ตแล้ววางไว้ใกล้พื้นที่ทำงานหรือที่ที่สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลาจะช่วยเราได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่เห็นบ่อย ๆ ถ้าเราไม่เห็น เราจะลืม  

🟪 5. เอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นหนึ่งในศัตรูของการบริหารเวลาตัวฉกาจ ในระยะยาวมันสามารถทำลายชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานของเราได้เลย

การหลีกเลี่ยงการผัดวันประกันพรุ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน เรามักจะผัดวันประกันพรุ่งเมื่อรู้สึกเบื่อหรือรู้สึกหนักใจ ทางออกคือ การซอยสิ่งที่ต้องทำให้ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จะได้ทำง่าย ๆ ใช้เวลาไม่นาน 

หรือใช้วิธีนี้ จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมได้ใช้กฎนี้ที่คอยย้ำเตือนตัวเองทุก ๆ วัน คือ “งานของวันนี้ ต้องทำให้เสร็จวันนี้” ลองนำไปใช้กันได้นะครับ สำหรับคนที่อยากเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง

🟪 6. จัดการกับความเครียดอย่างชาญฉลาด

ความเครียดมักเกิดขึ้นเมื่อเรามีสิ่งที่ต้องทำเกินกว่าความสามารถ ความรู้ หรือเวลาที่เราจะทำได้ ผลที่ได้คือร่างกายและจิตใจของเราจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย หมดพลัง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเขา

ความเครียดแต่ละคนนั้นมีหลายรูปแบบ แต่มีวิธีจัดการกับความเครียดที่คนส่วนใหญ่ใช้แล้วได้ผล

  • ออกไปข้างนอก
  • เดินเล่นออกกำลังกาย
  • ฝึกสมาธิ หายใจช้า ๆ 
  • โทรหาเพื่อน
  • สลับไปทำไปงานอดิเรกที่เราชอบ มีความสุข
  • ฟังเพลง

กุญแจสำคัญคือการหาสิ่งที่เหมาะกับเรา หมายถึง ระดับความสามารถ ทรัพยากร เช่น เวลา ความรู้ ต้องเหมาะสมกับระดับงานหรือสิ่งที่เราทำ 

จำไว้ว่าเสมอว่าเราจะเครียดกับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้

🟪 7. ไม่ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน

เราส่วนใหญ่เชื่อว่าการทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กันนั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น แต่ความจริงคือ เราจะทำได้ดีกว่าเมื่อเราตั้งใจและจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดสิ่งเดียวต่างหาก 

การทำงานหลายอย่างจะขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน ถ้าอยากพัฒนาทักษะการบริหารเวลาเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมัน

🟪 8. ตื่นเช้า

คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มีสิ่งหนึ่งที่คล้าย ๆ กันคือ พวกเขาเริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เช้า ๆ เพราะมันให้เวลาพวกเขาได้นั่งใช้ความคิด และวางแผนสิ่งที่จะทำของวันนี้ทั้งวัน

เมื่อเราตื่นแต่เช้า เราจะสัมผัสถึงความสงบ ความคิดสร้างสรรค์ และสมองปลอดโปร่งมากกว่าเวลาใด ๆ เพราะโดยธรรมชาติแล้วระดับพลังงานของเราจะเยอะที่สุดตอนหลังตื่นนอนแล้วจากนั้นจะค่อย ๆ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ซึ่งพลังงานนี้ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน แรงจูงใจ และความมุ่งมั่นของเรา

หากเราไม่ใช่คนตื่นเช้า ก็สามารถลองฝึกตื่นให้เร็วกว่าเวลาปกติสัก 30 นาทีก่อนก็ได้ แล้วเราจะเจอกับประสบการณ์แบบใหม่ ที่ทำไมช่วงเช้าเราคิดอะไรก็ออก ทำอะไรให้ไหลลื่นไปหมด และดูเหมือนว่างานเราจะทำได้เร็วมากกว่าช่วงเวลาอื่น

🟪 9. หยุดพักเป็นประจำ

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกเหนื่อยและเครียด ให้หยุดพักสัก 10-15 นาที ความเครียดและความเหนื่อยล้าที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเราต่ำลง

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าการหยุดพักบ่อย ๆ สำคัญมาก เพราะสมองทำงานเป็นระยะ ๆ ประสิทธิภาพมันจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ผมจึงใช้กลยุทธ์ที่ชื่อว่า Pomodoro คือกำหนดเวลาพักทุก 25 นาที ซึ่งได้ผลจริง ๆ ครับ เพราะมันทำให้เราผ่อนคลายและกลับมาทำงานได้อย่างมีพลังอีกครั้ง

ถ้ารู้สึกเหนื่อย เครียด เบื่อ หรือขาดแรงจูงใจ เราต้อฝึกฝนที่จะหยุดพักก่อน ออกไปเดินเล่น ฟังเพลง ยืดเส้นยืดสาย แล้วค่อยกลับมาลุยต่อ

🟪 10. เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ

ทักษะที่สำคัญและยากสำหรับหลายคนคือ การปฏิเสธ เมื่อมีคนโยนงานมาหาเราหรือขอร้องให้เราช่วยทำงาน เราต้องเรียนรู้ที่จะกล้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เช่น เรามีงานหนักหนาที่ต้องทำอยู่แล้ว การไป say yes กับงานที่คนอื่นโยนมาให้ จะยิ่งทำให้เราแย่มากกว่าเดิม งานเยอะขึ้น เครียดขึ้น ส่งผลให้งานออกมาไม่ดีมากกว่าเดิมอีก มีแต่ผลเสีย

หลายคนกังวลว่าการปฏิเสธจะทำให้พวกเขาดูเห็นแก่ตัว แต่ความจริงก็คือการปฏิเสธเป็นวิธีดูแลตัวเองและดูแลเวลาของตัวเองที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เมื่อเรากล้าที่จะปฏิเสธ เราจะพบว่าเรามีพลังงานมากขึ้นที่จะอุทิศให้กับสิ่งที่สำคัญที่สุด

จงเป็นคนยึดมั่นในสิ่งที่สำคัญ กล้าหาญที่จะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แล้วตอบตกลงเฉพาะกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ เท่านั้น

ปัญหาครึ่งหนึ่งในชีวิตอาจเกิดจากการตอบตกลงเร็วเกินไป และปฏิเสธช้าเกินไป – Josh Billings

🟪 11.  มอบหมายงาน

หลายคนแบกรับงานทุกอย่างไว้กับตัวเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดและหมดพลังได้ ทักษะหนึ่งที่เราต้องกล้าทำคือ การมอบหมายงาน 

เราไม่สามารถทำทุกงานได้ ทักษะการมอบหมายงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การมอบหมายไม่ได้หมายความว่าเรากำลังวิ่งหนีจากความรับผิดชอบ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะจัดการงานให้เหมาะสม เรียนรู้ศิลปะของการมอบหมายงานอย่างเหมาะให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาตามทักษะและความสามารถของพวกเขา สิ่งนี้จะไม่เพียงทำให้เรามีเวลามากขึ้น แต่ยังช่วยให้สมาชิกในทีมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนสำคัญของทีมด้วย

🟪 12. ให้รางวัลตัวเอง

ทักษะที่หลายคนมองข้ามคือ การให้รางวัลตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับทุก ๆ งานที่เราทำสำเร็จในแต่ละวัน

รางวัลสามารถเป็นแรงจูงใจชั้นเยี่ยม เช่น เฉลิมฉลองที่ทำงานสำเร็จโดยการเดินออกไปพักสายตาข้างนอก 15 นาที หรือฟังเพลงที่ชอบสัก 3 เพลง 

รางวัลแม้เล็กน้อยแบบนี้ แต่สามารถสร้างความรู้สึกดี ๆ และที่สำคัญมันทำให้เรารู้สึกอยากทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ

10 กลยุทธ์การบริหารเวลาที่ทำได้ง่าย ๆ 

10-กลยุทธ์การบริหารเวลาที่ทำได้ง่าย-ๆ

แน่นอนว่ามีกลยุทธ์มากมายเพื่อช่วยให้เราบริหารเวลาได้ดีขึ้น ต่อไปนี้คือ 15 กลยุทธ์ที่จะช่วยให้เราบริหารเวลาได้ดีขึ้น 

พออ่านจบ อยากให้ลองใช้แล้วหาอันที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด ไม่มีอันดีกว่ากันไหน ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเหมาะกับกลยุทธ์ไหนมากกว่า

🟪 1. กลยุทธ์ Pomodoro

แก่นสำคัญ: แบ่งช่วงเวลาทำงานออกเป็นช่วงสั้น ๆ ทุก  ๆ 25 นาที 

เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีปัญหาในการโฟกัสกับงานเป็นเวลานาน

ทำไมมันถึงได้ผล: ในหนึ่งวันเรามีพลังงานที่จำกัด และสมองของเราในทุกวันนี้ไม่ได้มีความสามารถในการจดจ่ออะไรนาน ๆ นัก ถ้าต้องทำงานเป็นระยะยาวติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่หยุด ร่างกายและจิตใจของเราจะเหนื่อยล้า การหยุดพักทุก ๆ 25 นาทีจะช่วยให้เหมือนได้ชาร์ทพลังแล้วกลับมาลุยงานต่ออีกครั้ง

🟪 2. กลยุทธ์ Eat That Frog

แก่นสำคัญ: จัดการกับงานที่เรากลัวหรือเกลียดที่สุด (งานที่หิน ยากที่สุด) เป็นอย่างแรก

เหมาะกับใคร: คนที่มีแนวโน้มที่จะผัดวันประกันพรุ่ง

ทำไมมันถึงได้ผล: หนึ่งในสาเหตุที่เราผัดวันประกันพรุ่งคือ เราเจองานยาก ๆ เจองานที่เราแทบจะไม่อยากมองมัน ทำให้เราพยายามเลื่อนมันไปเรื่อย ๆ แต่กลยุทธ์นี้คือ เราต้องทำงานนั้นเป็นสิ่งแรก แล้วที่เหลือของวันเราจะรู้สึกดี สัมผัสได้ถึงชัยชนะ และจะทำให้รู่้สึกว่างานอื่น ๆ ที่เหลือก็จะสบาย ๆ เพราะเราได้ทำงานที่ยากที่สุดสำเร็จไปแล้ว

ผมได้ทำสรุปหนังสือ Eat That Frog ไว้ สำหรับใครอยากอ่าน อ่านได้ที่นี่ Eat That Frog

🟪 3. กลยุทธ์ The Rule of Three

แก่นสำคัญ: เริ่มวันด้วยการเลือกโฟกัสเฉพาะงานที่มีความหมายที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเพียง 3 งาน 

เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีรายการสิ่งที่ต้องทำเยอะ

ทำไมมันถึงได้ผล: มีผลทดสอบว่า 41% ของรายการสิ่งที่ต้องทำไม่เคยเสร็จสมบูรณ์ การมีรายการสิ่งที่ต้องทำที่ยาวเกินไป ทำให้รู้สึกไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี จึงทำให้เรารู้สึกเครียด กังวล และประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอีกด้วย วิธีแก้ไขคือ ระบุรายการที่ต้องทำเพียง 3 อย่างต่อวัน เลือกเฉพาะเนื้อ ๆ เน้น ๆ ที่สำคัญและสร้างผลกระทบมากที่สุดแล้วลงมือทำมันเป็นสิ่งงานแรกของวัน 

🟪 4. กลยุทธ์ ทำทีละอย่าง

แก่นสำคัญ: หยุดทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน แล้วให้มุ่งความสนใจไปที่งานงานเดียว

เหมาะกับใคร: คนที่ตกหลุมพรางและเชื่อว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันเป็นสิ่งที่ดี

ทำไมมันถึงได้ผล: แม้เราอาจคิดว่าเราสามารถทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันได้ แต่ความเป็นจริง เราก็แค่สลับสิ่งต่าง ๆ ไป ๆ มา ๆ แค่นั้นเอง และแต่ละครั้งที่สลับไปมา สมองของเรามันต้องใช้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นจะดีกว่าที่เราให้สมองมุ่งความสนใจไปงานงานเดียวจนเสร็จ ค่อยสลับไปทำอีกงานหนึ่ง

🟪 5. กลยุทธ์ Eisenhower Matrix

แก่นสำคัญ: จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำตามความเร่งด่วนและความสำคัญ

เหมาะกับใคร: ผู้ที่ไม่รู้ว่าควรเริ่มงานอะไรก่อน

ทำไมมันถึงได้ผล: เพราะเรามีสิ่งที่ต้องทำมากมายเต็มไปหมด ทำให้ยากที่จะเริ่มต้นจุดไหนดี ซึ่ง Eisenhower Matric เข้ามาช่วยให้เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะต้องทำได้ง่ายขึ้น โดยมี 2 องค์ประกอบคือ ความสำคัญกับความเร่งด่วน โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ช่องหลัก

blank
ขอบคุณที่มา luxafor

เวลาตัดสินใจจะทำอะไรดี ให้ใช้เกณฑ์จากภาพนี้ตัดสินใจ โดยนำงานทั้งหมดมารวมกันแล้วใช้กรอบนี้ตัดสินใจแบ่งงานต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่ม

  • กลุ่มที่ 1 ด่วนและสำคัญ : ให้ทำสิ่งนี้ก่อน
  • กลุ่มที่ 2 ด่วนแต่ไม่สำคัญ : ให้คนอื่นทำ ถ้าทำได้ แต่ถ้าไม่ให้จัดการต่อจากกลุ่มที่ 1
  • กลุ่มที่ 3 ไม่ด่วนแต่สำคัญ : กำหนดเวลาที่จะลงมือทำไว้ว่าวันไหน อาทิตย์ไหน
  • กลุ่มที่ 4 ไม่ด่วนและไม่สำคัญ : ทิ้งหรือเก็บไว้ก่อน

ดูง่ายใช่ไหมครับ แต่เป็นวิธีที่มีประโยชน์มหาศาล 

🟪 6. กลยุทธ์ Time Blocking

แก่นสำคัญ: วางแผนทุกช่วงเวลาของวันทำงานบนปฏิทินของคุณ

เหมาะกับใคร: ผู้ที่อยากกำหนดกรอบเวลาในการทำงานให้ชัดเจน

ทำไมมันถึงได้ผล: เราเคยรู้สึกว่าทำไมเวลาในแต่ละวันของเราถูกกำหนดโดยคนอื่นไหม เรามีเวลาหลายอย่างที่ต้องทำ แต่ไม่นานตารางานของเราก็เต็มไปด้วยการประชุม การทำงานแทรก เราทุกคนล้วนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งการวางกรอบเวลาจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยกำหนดเวลาทำงานทั้งวัน แม้แต่เวลาที่จะตอบอีเมลหรือกินข้าวตอนกลางวัน หมายความว่าเรากำหนดเวลาเพื่อจะทุ่มเทให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น 09.00-09.20 ตอบอีเมล เริ่มทำงานลูกค้าตอน 09.20-11.00 โทรหาลูกค้า 11.00-11.20 

การวางเวลาเป็นกรอบแบบนี้จะช่วยให้เรากลับมาควบคุมเวลาของเราได้มากขึ้น 

🟪 7. กลยุทธ์ Golden Hours

แก่นสำคัญ: ค้นหาชั่วโมงการทำงานที่ทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แล้ววางแผนงานให้ทำในช่วงเวลานั้น

เหมาะสำหรับใคร: คนที่มีระดับพลังงานแตกต่างตามช่วงเวลาของวัน (ไม่ใช่คนที่ทำงานตอนไหนก็มีพลังเต็มที่)

ทำไมมันถึงได้ผล: เราทำงานได้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลาไหน? ตอนเช้า? ตอนบ่าย? หรือตอนดึก ๆ? ทุกคนต่างมีสิ่งที่เรียกว่า “ชั่วโมงทอง (Golden Hours)” ที่แตกต่างกัน อย่างผมจะดีที่สุดคือเช้ามืด 06.00-11.00 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผม ผมจะใส่งานที่ยาก ที่ต้องคิดเยอะ เช่น งานเขียน ใส่ไว้ในช่วงเวลานี้

ชั่วโมงทองจะเป็นช่วงเวลาที่เราจดจ่อและทำอะไรแล้วได้ผลลัพธ์ออกมาดีมากที่สุด เพราะร่างกาย พลังงาน พลังใจของเราจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ๆ ลองค้นหาชั่วโมงทองของตัวเองให้เจอ แล้วทำงานที่ยาก ที่สำคัญในช่วงเวลานั้นครับ

🟪 8. กลยุทธ์ Must Should Want

แก่นสำคัญ: เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการระบุสิ่งที่ต้องทำ (Must) สิ่งหนึ่งที่ควรทำ (Should) และสิ่งที่อยากทำ (Want)

เหมาะกับใคร: คนที่รู้สึกจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำไม่ได้

ทำไมมันถึงได้ผล: เพราะงานทุกอย่างไม่ได้มีความสำคัญเท่ากัน เราจึงต้องจัดประเภทของมัน ซึ่งวิธีนี้ง่ายมาก ๆ แค่ระบุ 3 สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จในวันนั้น โดยใช้เกณฑ์นี้

  • อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องทำ (งานเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้)
  • อะไรคือสิ่งที่ฉันควรทำ (งานที่จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวมากขึ้น)
  • อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการ (สิ่งที่อยากทำ ไม่ว่าจะเร่งด่วนหรือไม่)

คำแนะนำง่าย ๆ เหล่านี้จะช่วยเป็นแนวทางทำให้เราบริหารจัดลำดับความสำคัญในแต่ละวันได้

🟪 9. กลยุทธ์ Task Batching

แก่นสำคัญ: จัดกลุ่มงานที่คล้ายกันทั้งหมดไว้รวมกันแล้วจัดการในคราวเดียว

เหมาะกับใคร: คนที่เสียเวลาด้วยการกระโดดจากงานนั้นไปงานนี้โดยไม่วางแผน

ทำไมมันถึงได้ผล: หากเรามีงานเยอะ และเป็นคนที่สลับงานไป ๆ มา ๆ จะทำให้เราเสียเวลาและพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นลองใช้วิธีการแบ่งงานทั้งหมดออกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วจัดกลุ่มงานที่คล้ายกัน แล้วจัดการในคราวเดียว เช่น ต้องตอบอีเมล ภายใน 1 วันก็ขอให้ใช้เวลา 30 นาที เพื่อตอบอีเมลทีเดียวแล้วจบ ซึ่งมันจะช่วยให้เราประหยัดเวลาอันมีค่าได้

🟪 10. กลยุทธ์ Timeboxing

แก่นสำคัญ: กำหนดเวลาสำหรับงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ แล้วทำจนกว่าจะเสร็จ

เหมาะกับใคร: คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง

ทำไมมันถึงได้ผล: Timeboxing เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่าย ๆ ในการปลูกฝังความรู้สึกเร่งด่วน เพื่อหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง และทำให้งานของเราคืบหน้าต่อไปได้ โดยวิธีคือ เราเริ่มต้นด้วยการเลือกกรอบเวลาที่กำหนดที่จะใช้สำหรับลงมือทำสิ่งที่ต้องทำไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้เสร็จภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ และจะหยุดก็ต่อเมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้วเท่านั้น เช่น จะใช้เวลา 1 ชั่วโมงสำหรับการอ่านหนังสือในเวลา 21.00 ของวันนี้ ถึงเมื่อถึงเวลานั้น เราต้องนั่งลงอ่านหนังสือจนกว่าจะครบ 1 ชั่วโมงถึงจุดเลิกอ่านได้วิธีนี้ได้ผลเพราะมันเป็นการบังคับให้เราลงมือทำ และห้ามหยุดจนกว่าจะครบเวลาที่กำหนด

วิธีนี้ได้ผลเพราะมันเป็นการบังคับให้เราลงมือทำ และห้ามหยุดจนกว่าจะครบเวลาที่กำหนด

10 คำคมเกี่ยวกับการบริหารเวลา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

1. สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในชีวิตไม่ต้องเสียเงิน เห็นชัดอยู่แล้วว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่เรามี คือ เวลา ― Steve Jobs

2. ข่าวร้ายคือเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข่าวดีก็คือคุณเป็นคนควบคุมมัน ― Michael Altshuler

3. วิธีการที่เราใช้เวลาในแต่ละวัน ย่อมเท่ากับวิธีการใช้ชีวิตของเรา ― Annie Dillard

4. ทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณคือความสามารถในการหารายได้ และทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณคือเวลา ― Brian Tracy

5. อย่ารอช้า จะไม่มีวันมีเวลาที่เหมาะสม ― Napoleon Hill


6. เมื่อคุณเชี่ยวชาญเรื่องเวลา คุณจะเข้าใจว่ามันจริงแค่ไหนที่คนส่วนใหญ่ประเมินค่าสูงไปในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในหนึ่งปี และประเมินค่าสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในทศวรรษต่ำเกินไป! ― Tony Robbins

7. หัวใจสำคัญคือ อย่าใช้เวลา แต่จงลงทุนกับมัน ― Stephen R. Covey

8. เวลามีค่ามากกว่าเงินทอง คุณสามารถหาเงินได้มากขึ้น แต่คุณไม่สามารถมีเวลามากขึ้นได้ ― Jim Rohn

9. เวลาคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้ได้แย่ที่สุดเช่นกัน ― William Penn

10. เวลาเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น การพูดว่า “ฉันไม่มีเวลา” คือการบอกว่า “ฉันไม่ต้องการมัน” ― Lao Tzu

บทสรุป

การบริหารเวลาหมายถึงการจัดระเบียบเวลาได้อย่างชาญฉลาด เพื่อให้ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

การบริหารเวลาที่ดีจะช่วยให้เราควบคุมชีวิตได้ เมื่อควบคุมเวลาได้ เราจะรู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้ เราจะรู้สึกมีความเครียดน้อยลง ทำอะไรได้สำเร็จเยอะขึ้น ได้ทำสิ่งที่มีค่ามีความหมายมากขึ้น และจะใช้ทุกวินาทีที่มีค่าไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย

สิ่งเหล่านี้ล้วนจะนำพาเราไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จมากขึ้น

อยากประสบความสำเร็จ มีความสุขในชีวิต จงเรียนรู้ทักษะการบริหารเวลา แล้วมันจะเป็นหนึ่งในทักษะที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตเรา

ก่อนจากกัน ขอฝากอะไรเล็กน้อยไว้นะครับ 

“เวลาจะโหดร้ายกับคนที่ไม่เห็นคุณค่า แต่จะใจดีกับคนที่เห็นคุณค่าของมัน” 

เราทุกคนต่างมีเวลา 24 ชั่วโมง 1,440 นาที 86,400 วินาทีต่อวัน มันมากพอที่จะทำอะไรได้หลายเรื่อง ซึ่งตัวเราเองที่ต้องเป็นคนเลือกเองว่าจะลงทุนเวลาแต่ละวินาทีนี้ไปกับอะไร

ขอให้เพื่อน ๆ ใช้เวลาได้อย่างมีความสุขและมีความหมาย พร้อมประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ 🙌