สรุปหนังสือ คนทำงานสำเร็จไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ - Takeshi Furukawa

📚 สรุปหนังสือ คนทำงานสำเร็จไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

“ความสมบูรณ์” คือ ความไม่สมบูรณ์ ยิ่งเรามีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ (รวมถึงตัวเราเอง) แบบต้องไม่ 1 หรือ 2 เสมอ (ถูกหรือผิด ดำหรือขาว สำเร็จหรือไม่สำเร็จ) จะทำให้เรารับมือต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น คาดเดาไม่ได้ ผลสุดท้ายคือ เราก็จะเครียด กดดัน และไม่เติบโตในที่สุด สิ่งที่สำคัญคือ เปิดใจอยู่เสมอ ว่าทุกสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“ยอมรับตัวเองที่ไม่สมบูรณ์แบบให้ได้ ความสมบูรณ์แบบนั้นมันไม่มีอยู่จริง ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เกิดมาสมบูรณ์แบบ เมื่อเรายอมรับได้ว่าไม่มีความสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ เราก็จะยอมรับตัวเองได้เช่นกัน”

สรุปหนังสือ คนทำงานสำเร็จไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เขียนโดย Takeshi Furukawa

  • ในการทำงาน คนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ คนที่  “จัดลำดับความสำคัญของงานได้” เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ 100% มีเพียง 20% เท่านั้น ที่เราควรให้ความสำคัญและทุ่มเทแรง
  • การทุ่มแรง และเวลาให้ส่วนที่สำคัญที่สุด และผ่อนแรงในส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผลสำเร็จของงาน คือ กุญแจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
  • “การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด” คือ การตั้งใจจดจ่อกับงานในจุดที่สำคัญและการปล่อยว่างในจุดที่ไม่สำคัญ และแยกแยะลำดับความสำคัญของงาน

ความสมบูรณ์แบบ ลดประสิทธิภาพในการทำงาน

  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ คือ คนที่ทำงานอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เป๊ะทุกขั้นตอน และคิดว่ามันคือหลักการทำงานที่ถูกต้อง และยึดว่าตัวเองถูกต้องที่สุด
  • ข้อดีของคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ
    • ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ
    • มีความพยายามอยู่เสมอ
    • เป็นที่ยอมรับและไว้วางใจจากคนรอบข้าง
    • เกิดข้อผิดพลาดน้อย
    • ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบ
  • ต้องเปลี่ยนจาก การทำงานจากแบบยึดความสมบูรณ์แบบ มาเป็นแบบ การทำงานแบบยึดหยุ่น 
  • การทำงานแบบยืดหยุ่น คือ การที่เรากล้าละทิ้งส่วนที่ไม่สำคัญ และมองหาส่วนที่สำคัญ เพื่อลดการเสียเวลาในสิ่งที่ไม่จำเป็น
  • สำหรับคนธรรมดาทั่วไป หรือผู้ที่ทำธุรกิจขนาดเล็กนั้น การทำงานแบบยึดความสมบูรณ์แบบจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเราจะต้องทำงานที่หลายอย่างพร้อม ๆ กัน เรามีเวลาจำกัด ต้องกำหนดความสำคัญแก่งานแต่ละชิ้น ไม่สามารถทำทุกอย่างสมบูรณ์แบบได้
  • การทำงานแบบยึดความสมบูรณ์แบบจะเป็นการขัดขวางการทำงานที่ต้องการความเร็ว
  • การทำงานยึดความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่นิสัย แต่เป็นความเคยชิน
  • 3 แนวคิดการทำงานแบบยึดความสมบูรณ์แบบ
    1. มีความคิดสุดขั้ว คนที่คิดว่าผลการประเมินงานมีเพียง 2 ทางเท่านั้น เช่น ไม่ 100 คะแนนเต็ม ก็ 0 คะแนน หรือ ไม่ขาว ก็ดำ
    2. มีเป้าหมายที่สูงเกินความจำเป็นเสมอ คนที่ชอบกำหนดเป้าหมายไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริง ให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ใช้เวลาทำงานมาก
    3. กลัวการถูกปฏิเสธ คนที่กลัวสายตาคนรอบข้าง ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวข้อผิดพลาดเล็ก ๆ  น้อย ๆ

 การสร้างผลงาน  “ให้มีประสิทธิภาพในเวลาที่สั้น”

  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบให้ความสำคัญกับความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ที่ถูกต้อง เราควรให้ความสำคัญกับผลงานที่ได้
  • “ยิ่งเสียเหงื่อมากเท่าไร ผลงานก็ยิ่งออกมาดีเท่านั้น” เป็นเรื่องโกหก
  • คนที่สร้างผลงานที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่ จะเก่งในการแบ่งงานให้คนรอบข้าง แยกแยะส่วนที่เป็นหน้าที่ของตนและหน้าที่ของคนอื่น โดยไม่เก็บงานทุกอย่างไว้ทำคนเดียว ตั้งใจทำงานส่วนของตัวเองในเวลางานให้เสร็จ และใช้เวลาส่วนตัวอย่างเต็มที่หลังเลิกงาน
  • จงใช้เวลาให้น้อย แต่ให้ได้งานดี หาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มากกว่าที่โฟกัสที่ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ
  • การกำหนดเส้นตายในการทำงานแต่ละชิ้น ทำให้ต้องคิดวิธีที่รวดเร็ว เพื่อให้ได้งานที่ดีและทันเวลา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยอัตโนมัติ
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ จะพยายามไปจนกว่าจะหมดเวลาก็แล้วกัน แต่สิ่งที่ควรทำ เช่น ต้องกำหนดเวลาทำให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบจะทำงานตามขั้นตอนที่มีทุกขั้นตอน ให้สมบูรณ์แบบ พวกเขาจะชอบทำงานที่มีเวลาเหลือเฟือ มากกว่างานที่มีเวลาน้อย
  • ตรงกันข้าม คนที่มีความยืดหยุ่น ถ้าเวลามีกำหนดเวลา มีเส้นตาย ไฟลนก้น จะบีบให้พวกเขาไม่ทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ เลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญให้งาน และทำให้สำเร็จทันเวลาในที่สุด
  • ทฤษฎี กฎของพาร์กินสัน (Parkinson’s Law) บอกไว้ว่า “การกำหนดเวลาทำงาน 1 ชิ้น หากให้เวลา มากเกินไป เราจะพยายามใช้เวลาที่มีทั้งหมดกับงานชิ้นนั้น ทำให้ความเร็ว ในการทำงานลดลงโดยไม่รู้ตัว”
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบมีแนวโน้มที่จะมองเพียงจุดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่มองภาพรวม ทำให้อาจมองข้ามงานที่สำคัญไป
  • การมองแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะทำให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ การมองและรับรู้ภาพรวมทั้งหมดของงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเป็นคนขี้กังวล  “มีอะไรอีกไหมนะ” “ลืมอะไรไปรึเปล่า” คิดนู่นห่วงนี่จนกังวลไปหมดทุกเรื่อง
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ มักทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้ไม่มีสมาธิความคิด กระจัดกระจาย เช่น ยังไม่ได้ติดต่อ งานนั้นเลย ทำเอกสารผิด หรือเปล่านะอย่าลืมติดต่อ ลูกค้าต้องตอบ อีเมลด้วย
  • การจะทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น คือการทำงานทีละอย่าง โดยเคล็ดลับคือ การเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่งาน
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบทำทุกอย่างสุดแรง แม้จะเป็นงานที่ไม่สำคัญ คนที่มีความยืดหยุ่นไม่ทุ่มเทแรงให้งานยิบย่อยที่ไม่สำคัญ
  • การยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ได้หมายถึงการทำงานหยาบ แต่เป็นการรู้ว่าควรเลือกที่จะปล่อยวางในจุดไหนและใช้สมาธิในจุดไหน
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบมักทุ่มเทกับงานทุกงาน แม้ว่าจะเป็น งานเล็ก ๆ น้อย ๆ การตอบอีเมล หรือการโทรศัพท์ รวมไปถึงงานจุกจิกอย่างการถ่ายเอกสาร งานทุกงานจำเป็นจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบ
  • คนที่มีความยืดหยุ่น กำหนดเวลาเช็กอีเมล และใช้การโทรศัพท์น้อย พร้อมหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบทำงานรวดเดียว คนที่มีความยืดหยุ่นค่อย ๆ แบ่งงานเป็นส่วน ๆ แล้วค่อยเริ่มทีละนิดละหน่อย
  • สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การไม่พยายามจัดการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว” คนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ เมื่อเกิดปัญหาพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง 
  • คนที่ให้ความสำคัญกับขั้นตอน จะทำให้มองบางสิ่งแคบลง สิ่งที่ควรทำ คือ การมองถึงผลลัพธ์เป็นหลัก
  • การเลือกที่จะวางความคิดส่วนตัวของตนไว้ก่อน และเริ่มต้นทำงาน โดยคำนึงถึงความต้องการของอีกฝ่าย ถือเป็นเคล็ดลับที่สำคัญ
  • จงพร้อม สำหรับการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง กล้าลองสิ่งใหม่ ๆ ออกจากกรอบ
  • การเปลี่ยนวิธี ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ มนุษย์มักกลัวความเปลี่ยนแปลง และพยายามคงสิ่งที่เป็นอยู่ให้ได้นานที่สุด

ความผิดพลาด

  • ในบางครั้งการลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เป็นการเปิดทางเพื่อให้เราได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ
  • ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ จนพบหนทางใหม่ ๆ
  • ความอดทนและความกล้าที่จะลองผิดลองถูกนั้น เป็นตัวแปรสำคัญในการประสบความสำเร็จ
  • อย่าทำให้มันสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มต้น ให้เริ่มต้นด้วยการกำหนดคร่าว ๆ เพื่อวางเป็นพื้นฐานหลัก แล้วค่อย ๆ เพิ่มเข้าไป
  • ตามทฤษฎีความเป็นไปได้ “คิดถึงความเป็นไปได้ ในปริมาณที่มาก เราก็จะโอกาสมากตามไปด้วย”
  • ต้องมีความกล้าที่จะพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า “เป่ายิงฉุบแพ้ ก็ทำอีก  ถ้าแพ้อีก ก็ทำอีก”
  • อย่าทุ่มเททุกสิ่งไว้กับงานชิ้นเดียว ให้กระจายงานออกไปเยอะ ๆ จะช่วยให้เรารับมือกับความผิดพลาดได้ดียิ่งขึ้น
  • คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ความพยายามมักตามมาด้วยความสำเร็จทันที แต่จริง ๆ แล้วความสำเร็จนั้นจะตามมาหลังจากที่เราพยายาม และพยายามต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ยอมแพ้
  • ลองจินตนาการดูว่า หากเราพยายามต่อไปเรื่อย ๆ 1 เดือน 3 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี จะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าแต่ละก้าวจะเป็นก้าวเล็ก ๆ  แต่การพยายามก้าวต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าเราจะเดินไปได้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ 
  • เลิกกังวล คิดมากไปกับเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ และไม่สนใจสิ่งที่ทำไม่ได้

สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง

  • จงสร้างเวลาว่างให้ตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เวลาว่างแบบธรรมดา แต่เป็นเวลาว่าง ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีเป้าหมาย เช่น ดูรายการตลก ดูหนัง หรืออ่านหนังสือนิยายที่ชอบ
  • อย่าสร้างเป้าหมายสูง ยอมรับกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง
  • เลิกตัดสินใจ ว่าทุกสิ่งมีทางเลือกแค่ 2 ทางเท่านั้น เช่น ถ้าไม่ได้ 100 ก็คือ 0 ไม่ขาวก็ดำ สำเร็จกับไม่สำเร็จ ทำได้กับทำไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ เราย่อมจะกดดันตัวเอง และไม่กล้าท้าทายลองทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวความล้มเหลว
  • ยอมรับในสิ่งเล็กน้อย แม้จะเป็นการพัฒนาเล็ก ๆ ก็รู้สึกดีใจ ทำให้มีความกล้า ท้าทายสิ่งใหม่ ๆ
  • ให้คะแนนความพอใจของตัวเองเป็นตัวเลข  เพื่อให้เห็นถึงการพัฒนาด้วยตา 
  • คนที่ทำงานเก่ง คือ “คนที่ตัดสินใจเลือกทิ้งหรือเก็บของไว้เป็น” โต๊ะของพวกเขา จึงสะอาดอยู่เสมอ ทำให้มีเวลาทำงาน เหลือเฟือ
  • ถ้าเราทำอะไรผิดพลาดและกำลังโทษหรือกดดันตัวเองอยู่ ให้ลองทำสิ่งนี้ ลองเขียนความรู้สึกกังวล ความเศร้า ความกดดัน  หรือความเครียดที่อยู่ในใจ แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แยกออกจากกัน
  • จงคิดอยู่เสมอว่า “ตัวเองและคนอื่นต่างกัน” และ ยอมรับในความผิดพลาดของคนอื่น
  • แบ่งงานที่จำเป็นต้องทำด้วยตนเองออกมา และแบ่งงานที่เหลือให้คนอื่นช่วย ทุ่มเวลาและสมาธิทั้งหมดให้กับงานสำคัญ