สรุปหนังสือ ขุนเขาเกาสมอง เขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

📚 สรุปหนังสือขุนเขาเกาสมอง – ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือขุนเขาเกาสมอง – ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

หนังสือจิตวิทยาที่เปิดโลกและอ่านแล้วสนุกมาก วางไม่ลงเลย ทำให้เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสมองของเรา ว่าทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ทำแบบนี้

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

และสำคัญที่สุด ทำให้เข้าใจว่า มนุษย์เราเป็นไปตามสมองของตัวเอง ถ้าอยากมีความสุข ก็ไปปรับที่สมอง ถ้าอยากขยัน ก็ไปปรับที่สมอง ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่สมองของเรา

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือขุนเขาเกาสมอง

“การสร้างสิ่งมีค่า ย่อมใช้เวลาเสมอ”

blank

สรุปหนังสือขุนเขาเกาสมอง เขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

  • เราเกิดมาพร้อมแผนที่คนละแผ่นในหัวสมอง แผนที่นี้คือ ความเชื่อ ความรู้สึก ความนึกคิด และความทรงจำ เรียกรวมว่า แผนที่ชีวิต 
  • ทุกครั้งที่เราเลือกจะทำอะไร จะเล็กน้อยใหญ่แค่ไหน ต้องใช้แผนที่ชีวิต (ความเชื่อ ความรู้สึก ความนึกคิด และความทรงจำ) ในการนำทางเสมอ
  • คนเราเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และแผนที่ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไปในทุกวินาทีทีละเล็กทีละน้อย จนหลายครั้งเราไม่ได้สังเกตมันเลย
  • มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ต่างก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันอยู่บนพื้นฐานที่ว่า พวกเขาแค่อยากรู้สึกหายคัน (ความคัน ก็คือ ความทุกข์) ก็เท่านั้นเอง ถึงแม้แต่ละคนจะมีวิธีการเกาที่ต่างกัน
  • ที่มนุษย์เรายังไม่มีความสุข ก็เพราะเรายังไม่เข้าใจความสุข
  • กระบวนการของความสุขคือ กระบวนการสารเคมีในสมอง
  • ในสมองมีสารสื่อประสาท 4 ชนิด ที่หลั่งออกมาแล้วจะทำให้เรารู้สึกมีความสุข สารแห่งความสุขทั้ง 4 นี้จะทำงานร่วมกันเสมอ
  • สารแห่งความสุข 4 ชนิดคือ โดพามีน (สารสำเร็จ) เซโรโทนิน (สารสงบ) ออกซิโทซิน (สารสัมพันธ์) และเอนเดอร์ฟิน (สารสำราญ)  
  • สิ่งสำคัญคือ ตระหนักรู้ว่าสารความสุขทั้ง 4 ตัว ไม่ได้มีอยู่ในสิ่งของใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มันมีอยู่ในสมองของเราเอง
  • ความสุขทั้งหมด สมองของเราเป็นตัวสังเคราะห์ขึ้นมาเอง ในแบงก์พันไม่มีสารโดพามีน เก้าอี้ที่นุ่มที่สุดในโลกไม่ได้ฉาบทาไปด้วยสารเซโรโทนิน
  • ทุกสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา ทำหน้าที่เพียงกระตุ้นสารความสุขในตัวเรา ให้หลั่งออกมา แต่สรรพสิ่งในตัวของมันเองไม่ได้มีสารแห่งความสุขใด ๆ ฝังมากับมัน
  • สิ่งต่าง ๆ ไร้ความหมายและไร้ความสุขในตัวของมันเอง แต่ใจเราสังเคราะห์ความสุขขึ้นมาจากค่านิยม การตีความ ประสบการณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ และการปรุงแต่ง
  • สรรพสิ่ง ไม่เท่ากับ ความสุข แต่สรรพสิ่ง + การปรุงแต่ง = ความสุข
  • เราไม่ได้เกิดมาเพื่อรับกรรม เราเกิดมาเพื่อปรับกรรมต่างหาก
  • ตัวเราคือแหล่งผลิตความสุขแหล่งเดียวในจักรวาล แต่เรากลับตั้งเงื่อนไขในการมีความสุขขึ้นมาเอง โดยเอามันไปฝากไว้กับสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน
  • เมื่อฝากความหวังให้สิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่ทน และไม่แท้ มาสังเคราะห์ความสุขให้ เราก็ย่อมต้องผิดหวังและรู้สึกทุกข์ใจเป็นธรรมดา
  • วิธีแรกในการสังเคราะห์ความสุข คือ การเริ่มขอบคุณในสิ่งที่มี และยินดีในสิ่งที่ได้
  • เราต้องเฝ้าระวังสิ่งที่เราอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในสมองและชีวิตให้ดี เพราะเมื่อเรารับอะไรเข้ามาบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นอารมณ์ของเราในที่สุด
  • หากเรากำลังอารมณ์ดี เราก็จะนึกอยากจะทำความดี แต่หากอารมณ์ไม่ดี เราก็จะไม่อยากทำ
  • กุญแจของการไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยภายนอก คือ การฝึกรู้ทัน การมีสตินั่นเอง
  • สมองของมนุษย์จะประเมินทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ด้วยการเปรียบเทียบเสมอ 
  • ทุกการเปรียบเทียบนำมาซึ่งความทุกข์เสมอ อย่าเอาชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจะดีกว่า เพราะสิ่งที่เราเห็นในชีวิตของคนอื่นเป็นเพียงภาพลวงตา 
  • คุณค่าที่แท้จริงที่อยู่ภายในใจ หาใช่ภายนอก มันคือ คุณสมบัติอันแสนล้ำค่าที่ไม่มีใครสัมผัสได้ นอกจากตัวเราเอง
  • คนเรามักสนใจรูปลักษณ์ภายนอกก่อนสิ่งที่อยู่ภายใน เพราะสมองของมนุษย์ถูกสร้างมาให้หลั่งสารแห่งความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นสิ่งสวยงาม
  • ในสมองอาชญากร จะตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์ และเลือกทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยคิดถึงความสุขชั่วครู่ชั่วคราวมากกว่า คนเหล่านี้ไม่มีสติที่จะช่วยในการยับยั้งชั่งใจมากพอ 
  •  เราทุกคนสามารถฝึกให้สมองส่วนการควบคุม ยับยั้ง ชั่งใจของเรามีพลังมากขึ้น และมีเส้นประสาทเชื่อมต่อกันอย่างแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยการฝึกสมาธิและเจริญสติ
  • คนทุกคนล้วนมีสงครามภายในที่ตัวเองต้องเผชิญ
  • เมื่อจิตของเราเป็นสมาธิ เราจะรู้สึกว่าความเป็นตัวตนลดน้อยลง และตัณหาก็เบาบางลง
  • ชื่อที่เรียกง่ายกว่าจะส่งผลให้คนชอบเข้าหาเรามากกว่า และถ้าชื่อแปลกไม่ซ้ำใคร อนาคตอาจเป็นผู้นำ ไม่ก็ผู้ร้าย
  • คนที่มีชื่อแปลกมักจะเป็นคนที่มีนิสัยใจคอและเส้นทางชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป เนื่องจากจิตใต้สำนึกมักจะเชื่ออยู่เสมอว่าเขาเกิดมาไม่เหมือนใครและมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น
  • จริง ๆ แล้ว ช่วงเวลานอนคือหนึ่งในช่วงเวลาที่สมองทำงานหนักที่สุด เพราะการนอนมีความสำคัญมากตรงที่มันเป็นช่วงเวลาแห่งการบันทึกข้อมูล 
  • ความฝันมีความหมาย มันคือกระจกสะท้อนภาพชีวิตตอนที่เราตื่น ว่าเราได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิด ประสบ หรือหมกมุ่นอยู่กับอะไร
  • ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความทุกข์ที่เท่าเดิมในจิตใจเสมอไป
  • สิ่งที่มีราคาถูกที่สุดในยุคนี้คือ ข้อมูล เดินไปที่ไหนก็ได้ยินแต่ความคิดเห็นที่ลอยไปลอยมา ข่าวสารที่ดีดตัวมาใส่หน้าเราอย่างสม่ำเสมอ
  • การที่มนุษย์เมินเฉยต่อปัญหาโลกร้อน ไม่ใช่เพราะมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป แต่เพราะมันเกิดขึ้นช้าเกินไปต่างหาก
  • การตั้งเป้าหมาย ถ้าต้องการให้ประสบผลสำเร็จ ขอให้ตั้งทีละเป้าหมาย และแบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายย่อยที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ 
  • การตั้งเป้าหมายใหญ่ ทำให้สมองใช้พลังประมวลผลมากเกินควร ทำให้ยากที่จะทำให้สำเร็จ และยังทำให้เครียดด้วย
  • เวลาตั้งเป้าหมาย แทนที่จะบอกตัวเองว่า ฉันจะเลิกบุหรี่ ให้บอกตัวเองว่า ฉันจะสูบบุหรี่ให้น้อยลงสัปดาห์ละ 1 มวน และตั้งใจบันทึกและวัดผลสำเร็จของตัวเองทุก ๆ สัปดาห์
  • คนพูดมากไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่คนพูดเก่งคือคนที่ทำให้คนอื่นเข้าใจประเด็นของตัวเองได้มาก โดยใช้คำพูดน้อยที่สุด
  • สิ่งหนึ่งที่นักพูดที่ยิ่งใหญ่มีเหมือนกันทุกคนคือ พวกเขาไม่ได้พูดจากความทรงจำหรือจากความคิด แต่พวกเขาพูดจากจิตวิญญาณ
  • การพูดจากจิตวิญญาณหมายความว่า การพูดจากสิ่งที่ผู้พูดเป็น ไม่ใช่ผู้พูดจำแล้วนำมาเล่าต่อ
  • วิชาสำคัญที่สุดที่ไม่มีสอนในโรงเรียน วิชา ศิลปะแห่งการฟัง
  • ยิ่งฟังกันน้อย จะยิ่งเกิดการพังมาก แต่ยิ่งฟังกันมาก จะยิ่งเกิดการพังน้อย
  • กุญแจของการฟังเพื่อความเข้าใจที่แท้จริง คือ การให้เวลาอีกฝ่ายได้เทความอัดอั้นที่อยู่ในหัวใจออกมาจนหมดก่อน แล้วจึงค่อยเติมสิ่งที่เราต้องการลงไป