สรุปหนังสือ Disrupt Yourself ในโลกที่มีแต่คนเก่ง อยากสำเร็จต้องกล้าฉีก เขียนโดย Whitney Johnson

📚 สรุปหนังสือ Disrupt Yourself ในโลกที่มีแต่คนเก่ง อยากสำเร็จต้องกล้าฉีก

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ Disrupt Yourself ในโลกที่มีแต่คนเก่ง อยากสำเร็จต้องกล้าฉีก

“การเปลี่ยนแปลง” เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะหลีกหนีพ้น สิ่งที่ควรจะทำคือ การยอมรับ และเข้าใจมันด้วยมุมมองที่เปิดรับถึงโอกาสที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และหนังสือเล่มนี้ทำให้มองการเปลี่ยนแปลง เป็นมิตรมากยิ่งขึ้น และตระหนักเน้นย้ำกับกฎที่ว่า “ถ้าอยากเติบโต ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ปรารถนาที่จะทำ”

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เมื่อออกเดินทางค้นหาความฝัน เราจะต้องเจอกับการเดินทางที่โดดเดี่ยวและน่ากลัวในบางครั้ง”

สรุปหนังสือ Disrupt Yourself ในโลกที่มีแต่คนเก่ง อยากสำเร็จต้องกล้าฉีก เขียนโดย Whitney Johnson

  • นักพลิกชีวิต (Disruptor) คือ คนที่สามารถไต่เต้าจากล่างขึ้นบนมาได้
  • นักพลิกชีวิต จะรุกยึดพื้นที่จากตลาดล่าง ด้วยการเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างกำไรต่ำและดูด้อยค่า
  • คำว่า นักพลิกชีวิต (Disruptor) มาจากคำว่า นวัตกรรมพลิกกระแส (Disruption Innovation) เป็นแนวคิดสำหรับนวัตกรรมที่ตีตลาดจากระดับล่าง ที่สามารถพลิกมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมนั้นได้ในที่สุด
  • เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราจะเจอการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเป็นได้ทั้งวิกฤต และโอกาส จงใช้ประโยชน์จากมัน
  • เราต้องเกาะไปกับเกลียวคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง และใช้มันเป็นแรงส่งให้เราทะยานไปสู่จุดหมาย
  • ทำความเข้าใจเส้นโค้งตัว S
    • เส้นโค้งตัว S (S-curve) เป็นโมเดลที่คิดค้นขึ้นมา เพื่ออธิบายว่าทำไมสิ่งต่าง ๆ บนโลกมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวเสมอ ถูกนำมาใช้อธิบายว่านวัตกรรมพลิกกระแสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราได้อย่างไร และทำไมธุรกิจมักโตช้า ๆ อยู่นานก่อนจะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็กลับไปโตช้าอีกครั้ง 
    • ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1962 โดย อี. เอ็ม. โรเจอร์ เขาพยายามทำความเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์กระจายตัวเป็นวงกว้างได้อย่างไร เพราะอะไร และด้วยอัตราเท่าใด
    • ในช่วงแรกเส้นโค้งจะปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนเข้าสู่จุดพลิกผัน (Tipping Point) ที่ดีดเส้นกราฟไปสู่ช่วง การเติบโตข้ามขั้น (Hyper Growth)
    • Facebook ใช้เวลาถึง 4 ปี เพื่อไต่ไปแตะจุดพลิกผัน ซึ่งเท่ากับ 100 ล้านคน แต่ทันทีที่ Facebook ผ่านจุดพลิกผัน ยอดผู้ใช้ก็พุ่งทะลุเป้า เพราะผู้คนบอกกันปากต่อปากแบบไวรัลอย่างรวดเร็ว ตลอด 4 ปีหลัง จากนั้น FB มียอดผู้ใช้เติบโตจาก 100 ล้านคน เป็น 800 ล้านคน
  • เราเองก็จะพลิกชีวิตตัวเองหรือก้าวผ่านจุดหักเลี้ยงสำคัญ โดยเรียนรู้จากเส้นโค้งตัว S เช่นกัน
  • การกระทำบางอย่างอาจกินเวลานาน หรือต้องรอสักพักเพื่อให้เห็นผล ความทุ่มเทในวันนี้ อาจส่งผลดีให้เห็นเพียงเล็กน้อย
  • การพลิกชีวิตตัวเองทำให้เราต้องเริ่มหาข้อมูล ทำความรู้จักคน และวางระบบชีวิตใหม่ เหมือนการออกแรงปีนเนินที่ลาดชัน ภูเขาที่สูง อาจดูยากเกินจะพิชิต
  • เส้นโค้งตัว S จะช่วยให้เราเข้าใจว่า ถ้าหากเราไม่ละความพยายามจนไปแตะจุดพลิกผันนั้นได้เมื่อไหร่ ความรู้และความสามารถของเราจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • เส้นโค้ง S ช่วยให้เรา เข้าใจว่าในช่วงแรกที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ มันยากที่จะเห็นความคืบหน้า เราจะไม่ด่วนถอดใจไปก่อน
  • “การพลิกชีวิต” มันคือ การไต่ไปสู่ความสำเร็จและคว้าเป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ที่สุด เราจะมาถึงจุดอิ่มตัวและการเติบโตชะลอตัวลง เมื่อถึงตอนนั้น ก็ได้เวลาที่จะมองหาเส้นทาง พลิกชีวิต เส้นใหม่
  • เรื่องของนักกอล์ฟชื่อ Dan McLaughlin เขาไม่เคยลงเล่นกอล์ฟ 18 หลุมมาก่อน ในปี 2010 เขาลาออกจากงานช่างภาพโฆษณา และฝึกฝนอย่างมุ่งมั่นนานนับหมื่นชั่วโมง เพื่อไล่ตามเป้าหมายการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพชั้นนำ ในช่วง 18 เดือนแรก ฝีมือของเขาพัฒนาช้า แต่เมื่อเขารวมเอาทักษะต่าง ๆ เข้าด้วย (Tipping Point) ผลก็คือ ภายใน 5 ปี เขาเข้าสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด (Hyper Growth) เขามีผลการเล่นแซงนักกอล์ฟมือสมัครเล่น 96% ไปติดที่ท็อป 4% จาก 26 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้กับสมาคมกอล์ฟแห่งอเมริกา

7 ตัวที่ช่วยทำให้เราเรียนรู้ และเติบโตได้เร็วขึ้น เร่งให้เราไปสู่ปลายเส้นโค้งได้อย่างรวดเร็ว

1. เลือกความเสี่ยงที่ใช่

  • ถ้ารู้สึกท้อแท้ จงจำไว้ว่าที่จุดเริ่มต้นของเส้นโค้งตัว S ก็ไปได้ช้าแบบนี้
  • เป็นเรื่องปกติที่การเดินขึ้นเนินส่วนต้นของเส้นโค้งจะเชื่องช้า การทุ่มเทสุดกำลังอาจให้ผลลัพธ์เพียงน้อยนิดเท่านั้น เพราะเราต้องใช้เวลาในการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ เข้าหากัน แต่ตอนที่ฝึกฝนเรื่อยไปนี่เอง สมองก็จะพัฒนาระบบประสาทชุดใหม่ขึ้น และกระตุ้นให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น
  • ถ้ารู้สึกว่ากิจกรรมที่ทำอยู่ไม่ได้มีความสำคัญหรือมีคุณค่าแล้ว สมองของเราจะขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ส่งผลให้การพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวไปตามเส้นโค้งตัว S ช้าลง
  • จงเลือกทำงานที่เรารู้สึกว่ามีคุณค่า (Jobs to Be Done)
    • ให้เลือกทำสิ่งที่ผู้คนต้องการและมองว่ามีคุณค่า เช่น เมื่อไหร่ที่เราซื้อของสักชิ้น หมายความว่าเรากำลังใช้ สินค้า หรือบริการนั้น ๆ ให้ทำสิ่งที่เราต้องการ (ของชิ้นนั้น ทำงานให้เรา)
    • เมื่อเรามองออกว่าผู้อื่นต้องการอะไร เราก็จะมองย้อนกลับมาได้ว่าเราควรทำอะไรจึงจะมีคุณค่า และตอบสนองความต้องการ
  • กำหนดให้ได้ว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร?
    • ประสิทธิภาพการทำงานที่ดี และแนวทางการดำเนินงานที่ราบรื่น ล้วนมาจากการตัดสินใจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
    • เมื่อเริ่มทำสิ่งใหม่ เราควรตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า “ฉันทำสิ่งนั้นไปทำไม?” และที่ลงแรงไปนั้นจะให้อะไรกับเราบ้าง ทั้งทางด้านผลตอบแทนและความรู้สึก
    • เมื่อเราไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง เราจะเกิดความกลัวขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ
    • เมื่อใดที่เรารู้ขอบเขตการทำงาน รู้ว่าต้องทำงานให้ใคร และผลงานของเราจะถูกวัดผลด้วยวิธีใด สมองของเราจะกังวลน้อยลง และใช้เวลาไปกับการเรียนรู้มากขึ้น
  • ธรรมชาติคัดเลือกผู้ที่ชอบความเสี่ยง
    • เมื่อเราเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ นั่นหมายถึงเรากำลังเสี่ยงอยู่ 
    • แม้เราจะกลัวความเสี่ยง ธรรมชาติกลับฝังยีนชอบเสี่ยงไว้ในตัวเราด้วยเหตุผลบางอย่าง
    • คนเรามี 2 ประเภท
      1. คนที่ก้าวไปข้างหน้า จะชอบแสวงหาโอกาส ชอบทำงานให้เร็ว ฝันใหญ่ และคิดอย่างสร้างสรรค์ พวกเขาคือ ผู้ชอบความเสี่ยงโดยธรรมชาติ และจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนสูงสุด 
      2. คนที่รักษาสิ่งที่มีอยู่ จะให้ความสำคัญอยู่กับการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทำงานอย่างพิถีพิถัน กลัวความผิดพลาดที่ตามมาจากความไม่ระวัง และมองไปที่การรักษาสิ่งที่พวกเขามีอยู่แล้ว
    • ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง เคล็ดลับคือ แทนที่จะมองผลตอบแทนจากความเสี่ยง ควรมองว่าจะเสียอะไรหากยังย่ำอยู่กับที่
  • มองหาความเสี่ยงที่ใช่
    • แยกความเสี่ยง 2 ประเภทให้ออก
      1. ความเสี่ยงทางการแข่งขัน (คู่แข่ง)
      2. ความเสี่ยงทางการตลาด (ตลาด ลูกค้า หรือความต้องการของตลาด)
    • ถ้าเรารู้สึกว่าต้องเพิ่มคุณค่าให้กับงานใดสักงาน นั่นคือ ความเสี่ยงทางการตลาด
    • ถ้าอยากเติบโตก้าวหน้า เราควรเลือกความเสี่ยงด้านการตลาด
    • ถ้าเราเชี่ยวชาญในทางใดทางหนึ่งที่ไม่มีใครอื่นทำได้ ความสามารถพิเศษจะช่วยให้เราเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง
    • เมื่อเราตัดสินใจจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ อย่างแรกจะต้องคิดก่อนว่า เราอยากทำอะไร จากนั้นให้เลือกความเสี่ยงด้านการตลาด โดยลงเล่นในจุดที่ยังไม่มีใครลงไปเล่น

2. ใช้จุดแข็งที่เฉพาะตัว 

  • คนที่เป็น “นักพลิกชีวิต” ไม่เพียงแต่มองหาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้น พวกเขายังจับคู่ความต้องการเหล่านั้นเข้ากับจุดแข็งของตัวเองด้วย
  • จุดแข็ง คือ สิ่งที่เราทำได้ดี ขณะที่คนอื่น ๆ ในวงการเดียวกันทำไม่ได้
  • การจับคู่จุดแข็งเข้ากับสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ หรือปัญหาที่ยังไม่มีใครมาแก้ จะก่อให้เกิดแรงหนุนให้เราเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • เราจะไปถึง ช่วงการเติบโตข้ามขั้น บนเส้นโค้งตัว S เมื่อนำจุดแข็งตัวเองมาทำสิ่งที่ผู้คนต้องการ
  • ค้นหาสิ่งที่เราทำได้ดี
    • ทักษะอะไรที่ช่วยให้เราอยู่รอด? จากนั้นลองประยุกต์ใช้ทักษะนั้นกับอาชีพของเรา
    • ตอนไหนที่เรารู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง? ลองนึกถึงช่วงเวลาที่รู้สึกมีชีวิตชีวา อยากรู้อยากเห็น ช่วงเวลาเหล่านี้ ช่วยให้เราค้นพบจุดแข็งของตัวเอง เพราะเราจะรู้สึกดีเป็นพิเศษเมื่อเราแสดงจุดแข็งของตนเองออกมา
    • อะไรทำให้เราหงุดหงิด กับการทำงานของคนอื่น?
    • อะไรทำให้เราแตกต่าง มีพฤติกรรมแปลก ๆ ตั้งแต่เด็ก?
    • เราเมินใส่คำชมแบบไหน? บ่อยครั้งที่เรามองจุดแข็งของตัวเองไม่ออก เพราะว่าเรามักเคยชินกับจุดแข็งเสียจนเรามองข้ามมันไป
    • ทักษะอะไรที่เราฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ได้มา?
  • เมื่อหาทักษะเฉพาะของตนเองเจอแล้ว เราต้องนำทักษะนั้นมาทำในสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ
  • เมื่อเราเริ่มทำอะไรสักอย่าง จะต้องเจอกับปัญหาใหม่ ๆ ผู้คนที่ไม่คุ้นเคย และข้อมูลเต็มไปหมด เราจะพบว่าการค้นหางานที่ยังไม่มีใครทำ และจับคู่มันได้อย่างเหมาะเจาะกับทักษะพิเศษของเรา เป็นเรื่องที่ยากมาก
  • เมื่อรู้ว่าจุดแข็งเฉพาะตัวของเราคืออะไร และจะประยุกต์ใช้จุดแข็งนั้นได้อย่างไรแล้ว เราจะปีนป่ายขึ้นไปบนเส้นการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

 3. ยิ้มรับข้อจำกัด 

  • ข้อจำกัดเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้เราเห็นวิธีแก้ปัญหาและลดความผิดพลาดที่เกิดจากความไร้ระเบียบ
  • ข้อจำกัดช่วยให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
    • ถ้าชีวิตเรามีตัวเลือกนับไม่ถ้วน ความซับซ้อนก็จะยิ่งทวีคูณ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมีเวลามากพอในการพิจารณาทุกตัวเลือกในชีวิต ว่าทางไหนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
    • การตั้งข้อจำกัดให้ตัวเองเป็นวิธีที่จะทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด
    • การมีข้อจำกัดเป็นกรอบในการทำงาน จะทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น และได้ผลดีขึ้น เราจะมองออกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเรา ว่ามาจากการกระทำใดกันแน่
    • เราจะเรียนรู้และก้าวหน้าได้เร็วขึ้น ถ้าย่นวงจรการเรียนรู้ให้ถี่ขึ้น โดยการรับคำติชม เพราะยิ่งเราได้รับคำติชมเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองดีขึ้นเท่านั้น
  • พยายามใช้ประโยชน์จากข้อจำกัด
    • เงิน : การขาดเงินทุนทำให้เจ้าของธุรกิจต้องกระตือรือร้นหากำไร
    • ความรู้ : เมื่อลงมือทำอะไรสักอย่างเป็นครั้งแรก วิธีการในแบบของตัวเองนั้นอาจก่อให้เกิดแนวทางที่สดใหม่ขึ้นมาได้
    • เวลา : การขาดแคลนเวลา จะทำให้เราตระหนักรู้ถึงการเร่งรีบที่จะลงมือทำ
  • คนมักพูดถึงว่า “สำเร็จได้ทั้ง ๆ ที่ไม่พร้อม” แต่ว่า “ความไม่พร้อม” ต่างหาก ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ
  • นิยามคำว่า “ทำได้-ถ้า” เสียใหม่ แทนที่จะพูดว่า “ไม่…แต่” ให้เป็น “ใช่…และ” ดังนั้น เมื่อต้องเจอกับข้อจำกัด แทนที่จะคิดว่า “ฉันทำไม่ได้เพราะ…” ให้เป็น “ฉันทำได้ ถ้า…”
  • จงอย่าถามว่า “ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นกับฉัน” แต่ควรถามว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะช่วยฉันได้อย่างไร”
  • ข้อจำกัด ทำให้เราพยายามผลักดันตัวเองตลอดเวลา
    • ยิ่งตั้งข้อจำกัดเข้าไปมากเท่าไหร่ คนคนนั้นก็ยิ่งเป็นอิสระจากตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
    • หากเราไม่มีข้อจำกัดที่ชัดเจน เราจะต้องเริ่มสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาจากศูนย์ ซึ่งอาจทำให้เราหลุดออกจากเส้นทางได้โดยง่าย
    • ข้อจำกัดและแรงกดดันหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่ง
    • ข้อจำกัดช่วยให้เราอยู่บนฐานของความจริง และช่วยดึงเราให้อยู่กับสิ่งที่ทำอยู่
    • เมื่อมีทรัพยากรจำกัด คนที่ประสบความสำเร็จ จะค้นหาสิ่งที่ตัวเองมีมากกว่าคนอื่น ๆ จะหาทางดึงเอาจุดแข็งเฉพาะตัวออกมาใช้ และจะเลือกเล่นเกมในจุดที่คนอื่นไม่ได้เข้าไปเล่น เพราะเห็นว่าทางเลือกอื่น ๆ เป็นทางตัน
    • ข้อจำกัดไม่ใช่สิ่งที่คอยปิดกั้นอิสรภาพ และเมื่อเราเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อจำกัด มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าต่อการสร้างสรรค์อย่างมาก

4. เอาชนะความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง

  • ความยึดมั่นถือมั่น คือ ความเชื่อว่าบางอย่างที่เป็นของของเรา ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อากรพัฒนาตัวเองของเรา
  • เมื่อเราพัฒนาตัวเองมาถึงช่วงที่อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เราจะมีความมั่นใจมากขึ้น และการยึดถือมั่นในตัวเอง คือ ความเสี่ยงที่พวกเราทุกคนต้องเผชิญ
  • ความยึดติดทางวัฒนธรรม
    • มนุษย์เรามักรู้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่าง เราจะประเมินคุณค่าตัวเองโดยอิงกับกลุ่มคน หรือขนบธรรมเนียมเดิม
    • เรามักมองไม่เห็นอันตราย ในตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย
    • ถ้าเราไม่อยากหยุดนิ่งกับที่ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของเราใหม่
    • วิธีเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา คือ การทำความรู้จักผู้คนใหม่ ๆ
  • เลิกคิดถึงแต่ตัวเอง
    • คนเรามักยึดติดว่าตัวเราต้องมาก่อนเสมอ
    • เวลาที่เราเชื่อว่ามีอะไรสักอย่างที่ควรเป็นของเรา และเราสมควรได้รับสิ่งนั้นมากกว่าคนอื่น ๆ แล้ว เราจะติดอยู่ในวังวนของความหลงตัวเองจนทำให้เรา “พลิกชีวิตตัวเอง” ไม่ได้
    • ถ้าเราอยากขจัดความรู้สึกเห็นแก่ตัวและความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ให้ลองเขียนบันทึกความรู้สึกยินดีสัก 3 ข้อต่อวัน และเขียนเหตุผลลงไปด้วย
    • เราต้องถ่อมตนเพื่อเรียนรู้ข้อด้อยของตัวเอง และยอมรับอย่างหมดเปลือกว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องของเราคนเดียว
  • เลิกยึดติดว่าตัวเองเก่งที่สุด
    • คนเรามักไม่รู้ตัวว่ากำลังยึดติดว่าตัวเองเก่ง ความยึดติดนี้ คือ การดูแคลนความคิดของคนอื่นที่เรามองว่าอยู่ต่ำกว่าเรา 
    • หนึ่งในหนทางที่จะทำให้เรารู้ตัวว่าความคิดของตัวเองมีข้อบกพร่อง คือ เมื่อพบว่าเรารู้สึกรำคญ ต่อต้าน หรือปฏิเสธคนอื่นหรือความคิดของเขา
    • ถ้าอยากได้แรงส่งเพื่อปีนเส้นโค้ง เราควรเลือกรับทัศนคติว่า “ทั้งหมดคือพวกเรา” เชื่อว่าทุกคนคือทีมเดียวกัน
    • วิธีการลดความยึดติดคือ นำความคิดของเราไปเสนอขายให้กับคนอื่น เราต้องทำให้คนอื่น ๆ เห็นด้วยกับความคิดของเรา
  • จงรับผิดชอบชีวิตตัวเองก่อน ไม่มัวแต่ไปคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนอื่น
  • เราควรมีความรู้สึกถ่อมตน เพราะการเปลี่ยนโลกนั้นเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเราก่อน ด้วยเหตุนี้เอง เราไม่ควรเอาความฝันสูงค่ามาเสี่ยงสะดุดล้ม เพียงเพราะเรายึดมั่นถือมั่นในตนเองเกินไปจนลืมพัฒนาตัวเอง

5. ก้าวถอยหลังเพื่อเติบโต

  • บางครั้งเราต้องยอมถอยเพื่อให้ได้ไปต่อ ลองคิดถึงคนที่กำลังกระโดดลงสระน้ำด้วยการย่อตัวต่ำก่อน จะพุ่งออกไปจากแท่นออกตัว 
  • การพลิกชีวิต จะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ไปด้านข้าง ด้านหลัง หรือเดินลงล่าง
    • หากเป็นเจ้าของธุรกิจ เราก็ต้องแบ่งกำไรส่วนหนึ่งไปขยายธุรกิจ
    • หากเป็นผู้จัดการ เราก็ต้องสละเวลาทำงานบางส่วน ไปสอนพนักงานเพื่อทำให้ทั้งทีมมีประสิทธิภาพ 
    • หากเป็นมืออาชีพ เราอาจต้องยอมถูกลดค่าตอบแทนหรือชื่อเสียงเพื่อรับงานชิ้นสำคัญที่สุดของชีวิต
  • เป้าหมายหลักของ “การพลิกชีวิต” ตัวเอง คือ การไต่เต้าระดับความสำเร็จให้สูงขึ้น
  • เมื่อเรา “พลิกชีวิต” ตัวเอง บางครั้งอาจต้องถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินไปข้างหน้าสองก้าว โดยยอมเสียสละความสะดวกสบาย รายได้ โดยหวังว่าทางเดินเส้นถัดไปของชีวิตจะช่วยส่งเสริมให้ก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม
  • สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือ การรวบรวมความกล้าเพื่อกระโดดไปสู่เส้นทางชีวิตเส้นใหม่ ในตอนที่คุณรู้สึกสบายใจ
  • เมื่อเรากำลัง พลิกชีวิตตัวเอง จะต้องหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมมาวัดตัวเอง
  • ก่อนที่จะคิดว่า “ฉันจะสร้างตัวชี้วัดให้ตัวเองอย่างไรดี?” ขอให้ถามตัวเองว่า “ฉันนิยามความสำเร็จไว้อย่างไร?”
  • ถ้าเราลองถามว่าตัวชี้วัดความสำเร็จของตัวเองคืออะไร จะพบว่าคำตอบนั้นหลากหลาย เราสามารถตั้งเป้าหมายได้ทั้งเรื่องหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัว
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จของบทความวิชาการ วัดจากจำนวนคนที่อ้างอิงหรือเอาผลงานชิ้นนั้นไปใช้ต่อ ถ้าต้องการเขียนบทความที่ได้รับการอ้างอิงบ่อยครั้ง ก็ต้องตีพิมพ์ให้บ่อยขึ้น

6. ชื่นชมความล้มเหลว

  • เมื่อเรา พลิกชีวิตตัวเอง เรากำลังเดินไปสู่สถานที่ที่ไม่รู้จัก เรากำลังเสี่ยงทำพลาด
  • คนเรากลัวความล้มเหลวเพราะอยากทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ คนเราจึงขาดการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่สำคัญต่อการก้าวไปข้างหน้า
  • ความผิดพลาดบางอย่างไม่ได้ส่งร้ายแรง แค่ทำให้เราเดินทางล่าช้าลงหรือลำบากขึ้นเท่านั้นเอง
  • จำไว้ว่าความผิดพลาดจะเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น เราจะต้องคอยสังเกตความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แทนที่จะมานั่งกลัวความผิดพลาด เรากลับเห็นมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
  • นักจิตวิทยาที่ศึกษาการบำบัดจิตใจจากความเจ็บปวดกล่าวว่า “การเผชิญกับความเศร้าเพียงลำพังจะสร้างความเจ็บปวด คนที่ทุกข์ทรมานจากความสูญเสีย ต้องการใครสักคนมาช่วยรับฟังเพื่อให้พวกเขาก้าวผ่านและเรียนรู้จักความสูญเสียนั้น”
  • ยอมรับและแบ่งปันความเศร้า ไม่ควรเก็บซ่อนความล้มเหลวไว้
  • ยอมรับความผิดพลาด และลองเล่าเรื่องความผิดหวังให้กับใครสักคนที่เราไว้ใจฟัง
  • โยนความอับอายทิ้ง ถ้ายอมให้ความล้มเหลวมาเป็นตัวตัดสินความสามารถของเรา ความอับอายจะทำให้เราไม่สามารถก้าวไปตามฝันของตัวเองได้
  • การเรียนรู้จากความล้มเหลวเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่เราไม่ควรเรียนรู้แบบสะเปะสะปะ ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ เราควรเรียนรู้ให้ถูกจุด
  • การเรียนรู้จากความล้มเหลว คือ องค์ประกอบพื้นฐานเพื่อสร้างความก้าวหน้าของคนที่คิดจะพลิกชีวิตตัวเอง 
  • ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย ความผิดพลาดไม่ได้แปลว่าเราคิดผิด ทุกครั้งที่คุณเจอความล้มเหลว ให้ถามตัวเองว่า “ฉันเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดบ้าง” “แล้วฉันจะนำความรู้นั้นมาใช้พลิกชีวิตตัวเองได้อย่างไร”

7. จงเป็นนักสำรวจ

  • หนึ่งในคุณลักษณะพิเศษของนักพลิกชีวิต คือ พวกเขาจะเล่นในจุดที่ไม่มีใครลงเล่น
  • แม้เราจะมีเป้าหมายหรือมีจุดหมายชัดเจนอยู่แล้ว แต่เส้นทางเพื่อไปสู่จุดหมาย ยังไร้ป้ายบอกทาง เราจะต้องหลงทางและทำผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง เราจะต้องพร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามข้อจำกัด ดังนั้น นักพลิกชีวิต ก็ต้องเป็น นักสำรวจ ด้วยเช่นกัน
  • เราควรค่อย ๆ เดินตามเสียงเรียกร้องภายในใจไปทีละก้าว ๆ 
  • ถ้าวางแผนจะออกเดินทางเพื่อค้นพบอะไรสักอย่าง เราจะเริ่มต้นด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดและต้องเดาทางไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่ไม่มีแผน ความจริงคือ เรามีแผนและมีเส้นทางที่อยากเดินไป แค่เส้นทางนั้นจะไม่เหมือนใคร 
  • ก่อนออกสำรวจลองถามตัวเองว่า “ฉันต้องทำอะไรให้เป้าหมายของฉันเป็นจริงขึ้นมา?”
  • ตอนที่เดินหน้าสำรวจเส้นทาง เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ โดยรวบรวมผลตอบรับที่ได้และปรับตัวไปตามความต้องการของเรา
  • ถ้าเราไม่กล้าเริ่มทำสิ่งใหม่ เราจะเจอกับเสี่ยงจากการหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่คนอื่นก้าวหน้าไป นั่นถือว่าเราโดนผลักให้ถอยหลังโดยอัตโนมัติ
  • เราไม่สามารถเห็นอนาคตตัวเอง เมื่อไล่ตามเส้นทางนักพลิกชีวิต เราอาจได้ไปยืนในจุดที่ตัวเองไม่ได้คาดหวังไว้

เราต้องเปลี่ยนแปลง

  • คำว่า “เปลี่ยน” หมายถึง “การก้าวข้ามไป” ไม่ว่าเราจะกำลังเปลี่ยนแปลงอะไร มันคือการแลกของเก่าเพื่อให้ได้ของใหม่มา โมเดลเส้นโค้งตัว S จะช่วยเราเดินข้ามการเปลี่ยนผ่านได้
  • ยิ่งเรา พลิกชีวิตตัวเองมากเท่าใด เราก็ยิ่งกลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิมมากขึ้นเท่านั้น
  • การเล่นกระดานโต้คลื่น ในช่วงแรก ๆ มันจะโหดหินสุด ๆ แต่เมื่อเราได้ฝึกฝนจนชำนาญ การเปลี่ยนแปลงไปสู่คลื่นลูกใหม่จะกลายเป็นความตื่นเต้นแทน
  • ถ้าเราออกแรง พลิกชีวิตในวันนี้ แรงผลักในวันนี้จะก่อให้เกิดแรงผลักต่อไปในอนาคต แล้วเราจะสามารถเปลี่ยนชะตาตัวเองในอนาคตได้