สรุปหนังสือ สำเร็จได้สไตล์คนขี้เกียจ เขียนโดย Naoyuki Honda

📚 สรุปหนังสือ สำเร็จได้สไตล์คนขี้เกียจ

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

“ความขี้เกียจ” ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป มันมีข้อดีอยู่ ถ้าเราใช้มันอย่างถูกต้อง คนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้ล้วนต่างเป็นคนขี้เกียจทั้งนั้น เขาจึงพยายามหาวิธีที่จะทำแล้วได้ผลลัพธ์มากที่สุด นี่คือวิถีของคนขี้เกียจที่ชาญฉลาด

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“การเป็นคนขี้เกียจคือพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ แต่พรสวรรค์ที่ว่านี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ”

สรุปหนังสือ สำเร็จได้สไตล์คนขี้เกียจ เขียนโดย Naoyuki Honda

กฎของคนขี้เกียจแบบก้าวหน้า

กฎข้อที่ 01 ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ

  • การเป็นคนขี้เกียจคือพรสวรรค์ แต่พรสวรรค์จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ
  • ถ้าเราไม่ยอมรับความขี้เกียจ เราก็จะหลีกหนี ปฏิเสธมัน สุดท้ายแล้วเราก็จะไม่ได้จุดแข็งของความขี้เกียจ
  • คนเราเมื่อรู้ว่าตัวเองมีจุดด้อย และรู้ว่าเวลามีจำกัดก็จะเริ่มคิดพลิกแพลง หาหนทางที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
  • กระบวนของการขี้เกียจเพื่อสำเร็จ คือ ขี้เกียจ → รับรู้ว่าเป็นคนขี้เกียจ → คิดหาวิธีขี้เกียจแบบชาญฉลาด → พัฒนาก้าวหน้า

กฎข้อที่ 02 ฝืนใจคล้อยตามคนอื่นบ้าง

  • ฝืนคล้อยตามคนอื่น รับคำชวนแล้วทำตามไปก่อนจากคนอื่น ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้ทำสิ่งใหม่ และบังคับตัวเองไปในตัว
  • เช่น เพื่อนมาชวนไปวิ่งมาราธอน ก็ขอให้เรารับคำทันทีว่า ลองดูสักตั้ง

กฎข้อที่ 03 อย่าสับสนระหว่างความพากเพียรกับการคิดพลิกแพลง

  • การคิดพลิกแพลงไม่ใช่การหลับหูหลับตาพากเพียร แต่คือการนึกถึงจุดหมายปลายทางของความทุ่มเท เพื่อไม่ให้พากเพียรไปแบบผิดทิศผิดทาง
  • แนวคิดการคิดพลิกแพลงคือเน้นจุดที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด เครียดน้อยและเหนื่อยน้อย ซึ่งต่างกับคนขยัน ออกแรงมาก เครียดมาก แต่ได้ผลลัพธ์เท่ากัน

กฎข้อที่ 04 ความคิดที่ว่า ถ้าคิดจะทำก็ทำได้ เป็นเรื่องโกหก

  • ถ้าคิดจะทำก็ทำได้ —> มั่นใจมากไป —> ไม่คิดพลิกแพลง —> ล้มเหลว → เกิดความทรงจำเลวร้ายและเกลียดตัวเอง
  • คนขี้เกียจ รู้ตัวเมื่อต้องทำอะไร อาจจะล้มเลิกง่าย ๆ จึงพยายามหาทางคิดพลิกแพลง คิดพลิกแพลง —> ได้ผล —> ดีใจ

กฎข้อที่ 05 ทำตามลำดับที่นึกขึ้นได้ไม่ใช่ลำดับความสำคัญ

  • ทำงานแบบใช้จิตใต้สำนึก คือ จัดการงานไปตามลำดับที่นึกขึ้นได้ โดยไม่ต้องคิดเรื่องลำดับความสำคัญหรือเรื่องอะไรเลยจะทำให้ไม่เครียด

กฎข้อที่ 06 ทุ่มเทให้ช่วง 10 วันแรก

  • เวลาจะทำให้อะไรให้กัดฟันยืนระยะลงมือทำให้ต่อเนื่อง 10 วัน หลังจากนั้นเราจะเริ่มสัมผัสถึงประโยชน์ที่ได้จากมัน ทำให้ลงมือทำต่อไปได้ง่าย และสบายขึ้น

กฎข้อที่ 07 อย่าเป็นคนขยันที่ไร้ความสามารถ

  • ไม่ใช่ทุกความพยายามแล้วทุกอย่างจะดีไปหมด เช่น วิ่งถูกท่า 10 วันได้ประโยชน์เต็ม 10 แต่วิ่งผิดท่า 10 วัน ได้ประโยชน์แค่ 1
  • คนขยันที่ไร้ความสามารถมักมัวจดจ่อแต่เรื่องปริมาณ แต่ไม่สนใจรายละเอียด

กฎข้อที่ 08 ทำสิ่งนั้นโดยไม่ทรมาน

  • วิธีการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ต่อเนื่องโดยไม่ทรมาน
    • สิ่งนั้นตรงกับความสนใจของตัวเอง
    • ทำแล้วสนุก ถูกจริต
    • รู้สึกดี รู้สึกสุขกายสบายใจ
    • ได้ประโยชน์ มีแรงจูงใจแง่บวก
    • มีปัจจัยในแง่การแข่งขัน กระตุ้นให้อยากทำ
    • ถ้าไม่ทำจะลำบาก เข้าใจดีว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

กฎข้อที่ 09 ชวนเพื่อน

  • การมุ่งมั่นทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายเดียวกันกับกลุ่มเพื่อน จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการลงมือทำ (เพราะมันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นมุมแย่ของเรา เราจึงพยายามทำให้สำเร็จ)

กฎข้อที่ 10 เหนื่อยนักก็พักแบบกระฉับกระเฉง

  • คนที่พักผ่อนเป็น เวลาที่เหนื่อยจะนอนพัก หรือถ้านอนไม่ได้ก็จะลุกไปยืดเส้นยืดสาย ออกไปเดินเล่น ส่วนคนที่พักผ่อนไม่เป็น เวลาที่เหนื่อยจะยังฝืนทำสิ่งนั้น ๆ ส่งผลให้งานออกมาไม่ดี

กฎข้อที่ 11 ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ทำเป็นนิสัย

  • ถ้าทำให้ติดเป็นนิสัยได้ เราจะสบาย จะทำได้โดยไม่เครียด โดยไม่ฝืน โดยไม่ต้องบังคับ

กฎข้อที่ 12 ต้องตั้งเป้าหมายไว้ใกล้ตัวก่อน

  • วาดภาพว่าอนาคตให้ใกล้ตัวเข้าไว้ เช่น ถ้าออกกำลังกายวันละ 10 นาทีภายในเดือนนี้ ต้องสนุกแน่ เราก็จะมีแรงจูงใจเพราะอยู่ใกล้หรือไม่ยาก แต่ถ้าตั้งเป็นความฝันหรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เราก็จะไม่มีแรงจูงใจ เพราะรู้สึกไกลเกินไป ไกลเกินเอื้อม

กฎข้อที่ 13 ใส่ความรู้สึกแบบเล่นเกม

  • องค์ประกอบพื้นฐานของเกมคือ การแข่งขัน รางวัล และบทลงโทษพอเป็นพิธี
  • เช่น เล่นเกมกับเพื่อน ตั้งกติกาว่า ถ้าไม่ผอมลงกี่กิโลภายใน 3 เดือน จะต้องถูกลงโทษ แล้วส่งอีเมลรายงานน้ำหนักตัว อาหารที่กิน หรือรายละเอียดการฝึกฝนต่าง ๆ ให้กันทุกเช้า

กฎข้อที่ 14 อย่าตีกรอบตัวเอง

  • ถ้าปฏิเสธตัวเองไปก่อนว่า ยังไงก็ทำไม่ได้อยู่ดี หรือไม่มีทางทำได้หรอก ทุกอย่างก็จะจบลงที่คำพูดนั้น

กฎข้อที่ 15 เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การยืนระยะแต่อยู่ที่การทำให้เป็นกิจวัตร

  • เรื่องที่คนขี้เกียจควรทุ่มเท คือ การทำให้เป็นกิจวัตร
  • เมื่อกลายเป็นกิจวัตรแล้วจากนั้นก็สบาย ไม่ต้องใช้ความพยายามมากแล้ว รู้สึกขี้เกียจได้เต็มที่

กฎข้อที่ 16 ดึงศักยภาพออกมาใช้

  • อย่าเอาแต่พัฒนาความสามารถที่ตาเห็น ลองใส่ใจต่อยอดส่วนที่ตามองไม่เห็นด้วย เช่น ตัดสินใจเสี่ยงทำสิ่งที่ไม่ชอบและคอยหลีกเลี่ยงมาตลอด

กฎข้อที่ 17 ควรคิดให้ง่ายเข้าไว้

  • เหตุผลที่คนเราถึงทางตัน เพราะเรามักเลี่ยงวิธีการที่ง่าย ๆ แต่เลือกวิธีการที่ยาก ๆ
  • สิ่งไหนที่เข้าใจได้ยาก ย่อมปฏิบัติได้ยาก สิ่งไหนที่เข้าใจได้ง่าย ย่อมปฏิบัติได้ง่าย

กฎข้อที่ 18 ไม่เปรียบเทียบสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

  • คนส่วนมาก มักเปรียบเทียบข้อดีของคนอื่นกับข้อด้อยของตัวเอง
  • อย่าเปลี่ยนเทียบในสิ่งที่แก้ไม่ได้ เช่น สภาพครอบครัวที่เกิดมา

กฎข้อที่ 19 เชื่อในวิธีการของตัวเอง

  • ถ้าออกเริ่มต้นทำอะไรแล้ว ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อเชื่อมั่น ย่อมทำได้ตลอดรอดฝั่ง

กฎข้อที่ 20 ใช้ความสกปรกของห้องเป็นมาตรวัด

  • การที่บ้านไม่เป็นระเบียบเป็นหลักฐานว่ามีความเครียดสะสมอยู่
  • ให้หาเวลาทำความสะอาด เพราะการทำความสะอาดมันคือการกำจัดขยะในจิตใจออกไปเพื่อเริ่มต้นใหม่

กฎข้อ 21 ระวังสิ่งที่มีภาวะเสพติด

  • ไม่ทำอะไรที่มีโอกาสทำให้เสพติด เช่น บุหรี่ คนไม่ได้ติดบุหรี่เพราะมีรสชาติอร่อย แต่เป็นเพราะในบุหรี่มีภาวะเสพติด ทำให้คนดิ้นจากนิสัยนี้ไม่หลุด หรือการเล่นเกมแล้วติด
  • ลองทำดู —> ติด —> ลืมเวลาและหมกมุ่น —> กำหนดการและวิถีชีวิตผิดเพี้ยนไปหมด

กฎข้อ 22 กำหนดวันหยุดตายตัว

  • สร้างโอกาสหยุดพักให้เป็นแบบแผน เช่น ฝนตก = วันหยุด, ทุกวันที่เสาร์แรกของเดือน = วันหยุดพัก

กฎข้อที่ 23 ทำกำหนดการเรื่องที่ต้องทำกับคนอื่นขึ้นมา

  • กำหนดการต่าง ๆ ร่วมว่าจะทำกับคนอื่นไว้ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรียน วิ่งมาราธอน ออกกำลังกาย
  • การกำหนดร่วมกับคนอื่นจะแปรสภาพเป็นสัญญา และจะบีบให้เราลงมือทำ เพราะกลัวจะผิดสัญญาคนอื่น

กฎข้อที่ 24 ถ้ากำหนดวันเอาไว้จะช่วยให้ลงมือทำได้ง่ายขึ้น

  • เช่น กำหนดให้ทุกวันเสาร์เป็นวันทำความสะอาด

กฎข้อที่ 25 กำหนดขอบเขตไว้เสมอ

  • ถ้าไม่กำหนดขอบเขตแล้ว เราจะเสียเวลา เหนื่อย และอาจจะเสียเงินในการโฟกัสผิดจุด

กฎข้อที่ 26 เปลี่ยนจากดูโทรทัศน์มาฟังวิทยุ

  • เปลี่ยนมาฟังวิทยุ ใช้แค่หู จึงไม่มีข้อผูกมัดประเภทที่ว่าต้องนั่งหน้าจอ หรือต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา ทำให้สามารถทำสองอย่างไปด้วยกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ออกกำลังกายและฟังพอดแคสต์ไปด้วย

กฎข้อที่ 27 หาเสื้อผ้าแบบเดียวที่ชอบไว้หลาย ๆ ชุด

  • เวลาจะใส่เสื้อผ้าก็ไม่ต้องมัวลังเลว่าจะใส่ตัวไหน ช่วยลดเวลาที่ใช้ในการเลือก การตัดสินใจได้

กฎข้อที่ 28 โละของที่คิดว่า เผื่อสักวันต้องใช้

  • เลิกสักวันอาจต้องใช้ เพราะสักวันที่ว่านั้นไม่มีวันมาถึง และเมื่อโละของที่ไม่ใช้ได้ ในบ้านจะเหลือแต่ของที่มีคุณค่า

กฎข้อที่ 29 ลงทุนกับร่างกายตัวเอง

  • จงลงทุนกับร่างกาย เพราะร่างกายคือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์

กฎข้อที่ 30 ยกระดับจิตใจด้วยหนังสือ

  • หนังสือมีส่วนคล้ายดนตรี หนังสือที่อ่านสนุกจะช่วยยกระดับจิตใจ

กฎข้อที่ 31 ท่องเที่ยวเพื่อย้อนกลับมามองชีวิตประจำวัน

  • ลองออกท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างประเทศ เพราะเมื่อเที่ยวเสร็จแล้วกลับมาสถานที่เดิม ตัวเราคนเดิมจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป

กฎข้อที่ 32 จับคู่รางวัลให้เหมาะสมกับกิจกรรม

  • ให้รางวัลที่เชื่อมโยงกัน เช่น อ่านหนังสือภาษาอังกฤษครบ 3 เดือนจะไปเที่ยวต่างประเทศ ไม่ใช่ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ 3 เดือน จะได้เที่ยวในประเทศ

กฎข้อที่ 33 ไม่อ่านหนังสือเรียนที่บ้าน

  • ถ้าอยากมีสมาธิทำงานหรืออ่านหนังสือ สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดสมาธิ เช่น ไปร้านกาแฟ เพราะที่บ้านมีสิ่งเร้าเยอะ เตียงนอนนุ่ม ๆ โทรทัศน์ หนังสือการ์ตูน เป็นต้น

กฎข้อที่ 34 เลิกนิสัยแย่ ๆ ด้วยสองขั้นตอน

  • 1 เขียนผลเสียหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นจากนิสัยนั้น ๆ และ 2 ควบคุมตัวเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งล่อใจเพื่อให้เกิดนิสัยนั้น

กฎข้อที่ 35 ยกระดับจิตใจด้วยเสียงเพลง

  • กำหนดประเภทของเพลงที่จะฟังไว้ว่า เวลาต้องการสมาธิต้องเปิดเพลงแนวนี้ เช่น ฟังเพลงคลาสสิกเฉพาะของโมชาร์ทระหว่างทำงาน

กฎข้อที่ 36 คิดถึงผลเสียของการไม่กินอาหารเช้า

  • ผลวิจัยต่าง ๆ พิสูจน์ให้เห็นว่า ช่วงบ่ายความจำและประสิทธิภาพการทำงานของคนจะต่ำลง ดังนั้นช่วงเช้าจึงเป็นโอกาสทอง จึงควรหาอะไรทานเพื่อให้มีพลังเต็มที่

กฎข้อที่ 37 ชวนคนอื่นมาเที่ยวบ้าน

  • การชวนเพื่อนมาบ้านจะทำบังคับให้เราต้องลุกขึ้นมาจัดห้องโดยอัตโนมัติ

กฎข้อที่ 38 รู้เท่าทันเวลาที่ตัวเองมีอยู่

  • คนขี้เกียจที่ชาญฉลาดจะสร้างตารางบริหารเวลาขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นเป็นรูปธรรมว่าควรใช้เวลาที่มีจำกัดยังไง
  • ระหว่างคิดว่ามีเวลา 48 ชม กับการคิดลอย ๆ ว่ามีวันหยุดติดกัน 3 วัน การคิด 2 แบบนี้จะทำให้ผลลัพธ์การบริหารเวลาต่างกัน

กฎข้อที่ 39 ไม่เช็กอีเมลตอนกลางคืน

  • ไม่ควรเช็กอีเมลช่องกลางคืนเด็ดขาด เพราะกลางคืนไม่มีเส้นตาย จะใช้เวลายังไงก็ได้

กฎข้อที่ 40 ใช้หัวหน้าให้เป็นประโยชน์

  • เปรียบเจ้านายเป็นแรงบีบบังคับ ช่วยสร้างสถานการณ์บังคับให้ต้องทำ เช่น แจ้งหัวหน้าว่า จะทำงานนี้ให้เสร็จภายในวันศุกร์นี้

กฎข้อที่ 41 เล่าสิ่งที่อ่านให้คนอื่นฟัง

  • ถ้าอ่านหนังสือที่สนุกจะเล่าเนื้อหาให้คนอื่นฟัง เพราะจะทำให้เราได้ฝึกส่งข้อมูลออกไปด้วย ไม่ใช่รับข้อมูลอย่างเดียว แล้วมันจะกลายเป็นความรู้ที่แท้จริง

กฎข้อที่ 42 เรียนรู้จากผู้อื่น

  • การเรียนรู้กับคนที่เก่งด้านนั้น ๆ อยู่แล้ว จะทำให้เราก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

กฎข้อที่ 43 สับสวิตช์ด้วยการทักทาย

  • สับสวิตช์โหมดทำงานด้วยการทักทาย โหมดเริ่มงาน ON —> อรุณสวัสดิ์! และโหมดเลิกงาน OFF → กลับแล้วนะครับ!
  • การสับสวิตช์จะทำให้สมองเรียนรู้แยกโหมดการทำงานกับโหมดผ่อนคลายได้

กฎข้อที่ 44 ไม่พึ่งพาการศึกษาออนไลน์

  • ถ้ามีตัวเลือกให้เรียนออนไลน์หรือไปโรงเรียน ให้เลือกไปโรงเรียน เพราะอยู่ที่ทำจะไม่มีแรงบีบบังคับให้ต้องลงมือทำ เราจึงอนุญาตให้ตัวเองขี้เกียจได้ง่าย ๆ

กฎข้อที่ 45 คิดจินตนาการว่าถ้าขี้เกียจ ผลจะเป็นยังไง

  • คิดจินตนาการถึงตัวเองในอีก 10 ข้างหน้า จะเป็นยังไง 5 ปี เป็นยังไง 3 ปีเป็นยังไง 1 ปีเป็นยังไง และวันนี้ล่ะ ตัวเองควรทำอะไร

กฎข้อที่ 46 หาเพื่อนนอกบริษัท

  • เพื่อนร่วมงานมักจะบ่น ซึ่งการบ่นจะส่งให้เราบ่นตามไปด้วย ดังนั้นลองมองหาเพื่อนนอกบริษัทที่คอยชักจูงไปในทางบวก

กฎข้อที่ 47 ยกคำพูดที่น่าเชื่อถือ

  • ไม่สอนด้วยคำพูดของตัวเอง แต่จะยกคำพูดคนดังมาใช้ เช่น สตีฟ จ็อบส์ ใช้วิธีนี้แล้วแก้ปัญหาได้ เพื่อใช้กระตุ้นพฤติกรรมของอีกฝ่าย

กฎข้อที่ 48 กำหนดเส้นตายที่มองเห็นได้ขึ้นมา

  • เรื่องลดน้ำหนัก อย่าพูดว่า ฉันจะผอมให้ได้ แต่ให้พูดว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโล ภายใน 3 เดือน

กฎข้อที่ 49 ทำสมุดบันทึกสำหรับบริหารจัดการตัวเอง

  • เช่นการบันทึกการลดน้ำหนัก ให้เขียนน้ำหนักหรือ % ไขมันในร่างกายในวันนั้น ๆ อาหารที่กินไป ออกกำลังกายไปกี่นาที จะทำให้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและแรงบีบให้ทำต่อไปได้

กฎข้อที่ 50 ไปในที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต

  • สร้างสมาธิการทำงานด้วยการตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต เช่น ไปร้านกาแฟที่ไม่มีเน็ต หรือพกเฉพาะกระดาษกับปากกาไป แล้วเราจะได้ไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆที่ไม่คาดคิด

กฎข้อที่ 51 เข้าร่วมเวิร์กช็อป

  • พยายามหาโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อปเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะบีบให้เราต้องลงมือทำ

กฎข้อที่ 52 สร้างแรงบีบให้ต้องทำ

  • เข้าฟิตเนส แค่สมัครสมาชิกไม่ทำให้เราขยับ อยากลงมือทำ แต่ถ้าไปจองเทรนเนอร์ประจำตัวเอาไว้ก็จะทำให้อู้ได้ยากขึ้น

กฎข้อที่ 53 สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

  • เช่น เวลาจะสร้างนิสัยอ่านหนังสือ ให้เปลี่ยนจากการคิดว่า “เอาเวลาดู Netflix มาอ่านหนังสือ” ให้เป็น เอาเวลาระหว่างเดินทางไปทำงาน มาอ่านหนังสือไปด้วย แบบนี้จะทำให้เรารู้สึกได้กำไร ไม่ขาดทุน และทำมันได้อย่างต่อเนื่อง

กฎข้อที่ 54 รักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

  • เราจะยังสนุกกับเรื่องที่ชอบได้ก็เพราะมันเป็นงานอดิเรก แต่เมื่อมันเปลี่ยนเป็นงานแล้ว เราจะไม่สนุกเหมือนเดิม ดังนั้นแทนที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงาน ก็ปล่อยมันไว้เป็นงานอดิเรกแบบนั้นแหละดีแล้ว

กฎข้อที่ 55 หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

  • เพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง ให้มองหาเพื่อนที่คอยกระตุ้นเราในทางที่ดีอยู่เสมอ

กฎข้อที่ 56 ไม่ลงโทษตัวเอง

  • การกำหนดการลงโทษให้ตัวเองไม่ใช่แรงจูงใจที่ดี ทำให้ไม่สนุกและเครียด ให้เปลี่ยนเป็นให้ผู้อื่นกำหนดโทษให้จะดีกว่า

กฎข้อที่ 57 กำหนดวันขี้เกียจสุด ๆ เอาไว้เป็นประจำ

  • ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขี้เกียจ ไม่อยู่ใกล้คอม ไม่เช็กอีเมล ลืมทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียนให้หมด ออกไปข้างนอกหรือเที่ยวก็ได้