สรุปหนังสือ อยากรุ่ง ต้องกล้าเริ่ม (Poke The Box) - Seth Godin

📚 สรุปหนังสือ อยากรุ่ง ต้องกล้าเริ่ม (Poke The Box)

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

ทักษะที่สำคัญอันดับต้น ๆ เลย คือ “การกล้าที่จะริเริ่มบางสิ่ง บางอย่าง” แต่ก่อนผมไม่เคยมองว่าสิ่งนี้มัน คือ ทุน (capital) อย่างหนึ่ง พอมองย้อนกลับไปกับชีวิตที่ผ่านมา เราจะมองเห็นว่า เราขาดทุนทุนนี้ไปบ่อยครั้ง เพราะมีสังคมที่คอยเป็นกรอบยึดเราไว้ว่า อย่าทำสิ่งที่แปลกใหม่ แตกต่างเลย จงทำตามคนอื่น แต่เมื่อเราลองคิดทบทวนจริง ๆ แล้ว สรรพสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ล้วนต้องผ่าน “กระบวนการแห่งการเริ่มต้น” เสมอ

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“อย่ารอให้ใครสักคนมาบอกกับเราว่า เดินหน้าได้”

สรุปหนังสือ อยากรุ่ง ต้องกล้าเริ่ม (Poke The Box) เขียนโดย Seth Godin

  • ยังจำได้ไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เราทำอะไรเป็นคนแรก คือเมื่อไร?
  • ยังจำได้ไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เราเริ่มทำอะไรบางอย่าง โดยไม่แคร์กับความล้มเหลว คือเมื่อไร?
  • เมื่อโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น การค้นหาสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องจำเป็น
  • ถ้าเรามีชีวิตอยู่ในโลกที่ ไม่มีคนกลาง ไม่มีเจ้านาย ไม่มีใครมาคอยชี้นิ้ว สั่งว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เราจะทำอะไร?
  • ปัจจัยสำคัญที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่เงิน ไม่มีความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร แต่เป็น การกล้าที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ
  • การกล้าที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่มีใครมาสอนเราให้ทำ จึงง่ายต่อการถูกมองข้าม มันคือ ความกล้า การทุ่มเทจิตใจ และความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะผลักดันให้สิ่งที่ต้องการบังเกิดขึ้นให้ได้
  • เลิกบอกตัวเองว่า “แล้วจะลองคิดดู” หรือ “เดี๋ยวจะกลับมาดูอีกที” จงเริ่มลงมือ ทำสิ่งใหม่ ทำไป แม้จะยังรู้สึกว่าเสี่ยงหรือไม่ปลอดภัยอยู่ก็ตาม
  • เป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม เพราะโลกเราเปลี่ยนไปเร็วมาก ถ้าขาดประกายแห่งการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เราจะไม่เหลือทางเลือกอะไรเลย นอกจากต้องคอยตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก
  • ความสามารถในการทดลอง และเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ สำคัญอย่างมาก เพราะถ้าขาด เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรอวันให้คนอื่นมาเก็บไปทิ้ง
  • ส่วนหนึ่งของการริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ คือ เราต้องพร้อมที่จะรับว่าสิ่งที่ตัวเองค้นพบอาจแตกต่างจากที่คิดไว้ตอนแรก
  • สิ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จแตกต่างจากคนที่ย่ำอยู่กับที่ก็คือ ความสามารถแปลความคิดริเริ่มให้เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าและการกระทำได้
  • แรงผลักดัน + แรงขับเคลื่อน + ความกล้าหาญริเริ่มสิ่งใหม่ = โอกาสที่ยิ่งใหญ่
  • จงกล้าที่จะบอกตัวเองว่า “เดินหน้าได้” ลงมือทำตามที่คิด และฝัน เพราะถ้าปราศจาก “เดินหน้าได้” ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่ความว่างเปล่า สูญเปล่า
  • งานวิจัยได้บทสรุปว่า คนเราจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีแผนที่ ไม่มีเข็มทิศ ไม่รู้พิกัดบอกสถานที่ โดยให้ใช้สัญชาตญาณ ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้ จะหลงทาง และจะเดินวนเป็นวงกลม ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนในการเดินเป็นเส้นตรงเพื่อออกจากป่าหรือออกจากทะเลทราย สุดท้ายก็จะพบว่าตัวเองย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ดังนั้น ใช้สัญชาตญาณอย่างเดียวยังไม่พอ
  • ไอเดียมีอยู่เหลือเฟือ แต่ผู้คนคอยบุกเบิก ลุกขึ้นมาเริ่มลงมือทำอย่างจริงจังนั้นแสนน้อย
  • เรามักคิดว่า ถ้าไม่ทำอะไรที่แปลกใหม่ ยิ่งใหญ่ และมีผลกระทบในวงกว้าง ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำอะไรใหม่
  • เริ่มต้นเมื่อไหร่ดี เริ่มได้เลย ไม่มีเวลาไหนดีไปกว่าตอนนี้แล้ว
  • ทุนแห่งการเริ่มต้น ทุนที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจใหม่อย่างทุกวันนี้
  • ผลักดันตรงเอง เพิ่มขีดความสามารถในทุกด้านให้มากขึ้นเป็นสองเท่า แล้วก็เพิ่มอีกสองเท่า
  • การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใช้ได้ผลในอดีต แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้
  • ความล้มเหลวเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว อย่าปล่อยให้ความกลัวความล้มเหลวมาสกัดกั้นตัวเอง
  • “ความกังวลใจ” หมายถึง ความล้มเหลวที่รับรู้ได้ล่วงหน้า ถ้าเรารู้สึกกังวลใจที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ แสดงว่าเรากำลังคิดว่าความเสี่ยงเป็นของคู่กับความล้มเหลว
  • คนที่กลัวความเสี่ยง จะติดแหง็กงมอยู่กับความรู้เดิมที่มีอยู่ กลัวจะเห็นอะไรใหม่ ๆ
  • โลกจะวิ่งหนีเรา ถ้าโลกเราอยู่ในสภาพแน่นิ่งไม่เปลี่ยนแปลง และเราไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย เมื่อเทียบกับสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่ในโลก ก็เท่ากับเรากำลังก้าวถอยหลังแล้ว
  • ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ความเสี่ยง เราเกิดมาและมีชีวิตเพื่อเจอกับการเปลี่ยนแปลง
  • ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปบนเส้นทางของการริเริ่ม และมุ่งหน้าต่อไปในขณะที่คนอื่นยังกังวลกับเรื่อง คุณภาพ และ การทำในสิ่งที่คาดการณ์ได้ รับรองว่าคุณต้องประสบความสำเร็จแน่
  • เมื่อเราเดินบนเส้นทางของการริเริ่ม ในที่สุดเราจะนำสิ่งที่แตกต่างมาให้ผู้คน
  • สิ่งที่เหนือกว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มเท่านั้น และมันจะนำพาเราทำสิ่งที่เหนือกว่าด้วยคุณภาพ หาสิ่งที่เหนือกว่าด้วยการเชื่อมโยงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ดีกว่าและใหม่กว่า
  • ความคิดริเริ่ม คล้ายกับความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสองอย่างต้องอาศัยความอยากรู้อยากเห็นเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่อาการอยากค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่เป็นความปรารถนาอย่างไม่สิ้นสุดที่จะหาคำตอบ
  • คนที่มีหัวคิดสร้างสรรค์จะพึงพอใจเมื่อได้เห็นและรู้แล้วว่าสิ่งต่าง ๆ ทำงานอย่างไร ขณะที่ผู้คิดริเริ่มจะไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้ เขาจะไม่ยอมหยุดจนกว่าตัวเองจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้
  • ถ้าเราไม่ได้รับเลือก นั่นเป็นความผิดของคนอื่น เลิกรอให้คนอื่นมาเลือก เราเลือกตัวเองได้
  • ไม่มีอะไรฟรี ความเสี่ยงและความท้าทายของการเป็นผู้ริเริ่มคือ เรามีโอกาสผิดพลาดได้ เราอาจทำผิด อาจเสียเวลาเปล่า หรือถูกวิจารณ์ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเป็นผู้ริเริ่มจึงเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง
  • แทนที่จะมัวเดินตามเส้นทางในแผนที่ โอกาสของเราจะอยู่ที่การเดินตามความอยากรู้ของตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เรากล้าเดินเข้าไปในบ้านผีสิง เราสนุกระทึกใจกับสิ่งที่คาดไม่ถึง ไม่ใช่จากสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าปลอดภัย
  • ความอยากรู้อยากเห็นสามารถพาเราออกจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดต่าง ๆ และจะวนเป็นกระบวนการนี้ซ้ำอีกครั้งไปเรื่อย ๆ
  • การริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ให้ได้ผลต้องใช้ศิลปะและความพิถีพิถัน เพราะเรากำลังจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
  • เลิกรอคอยแผนที่นำทาง แต่จงลุกขึ้นมาร่างแผนที่ของตนเอง
  • การริเริ่มและการเริ่มลงมือทำ เป็นเรื่องของ การลองทำ กับ ลองมาดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ทรงพลัง แต่การเปลี่ยนแปลงก็มาพร้อมกับความผิดพลาดเสมอ ดังนั้นนอกจากจะต้องอดทนกับคำว่า มันอาจไม่เวิร์กก็ได้ เราก็ควรจะแสวงหาสิ่งที่เวิร์กด้วย
  • สาระสำคัญของการขยับลุกขึ้นทำอะไรใหม่ ๆ คือ เรามีไอเดียดี ๆ อยู่แล้ว มีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอก และได้ไตร่ตรองมาแล้วเป็นอย่างดีว่าเราทำอะไรไดบ้าง และสิ่งที่เราทำอาจทำให้บางอย่าง บางคนดีขึ้น
  • ถ้าเราเก็บไอเดียไว้กับตัวเองโดยไม่ลงมือทำ ก็เท่ากับคุณสมมติทุกอย่าง
  • ถ้าไม่ทำให้จบ ให้เสร็จ ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเราเริ่มลงมือทำอะไร และถ้าไม่เริ่ม ก็ไม่เรียกว่าเราเริ่มขยับทำอะไรเลย
  • ถ้ายังกลัวที่จะล้มเหลว ก็ยังเรียกไม่ได้ว่านั่นคือการเริ่ม
  • เราต้องมีมาตรฐานของตัวเองที่จะยอมรับความผิดพลาด ไม่ใช่แสวงหาแต่ความสำเร็จ
  • ถ้าไม่เคยล้มเหลวมาเลยในชีวิต เราอาจเป็นคนโชคดีมาก หรือมิฉะนั้นเราอาจไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
  • เราก็จะอยู่บนเส้นทางที่จะพบความล้มเหลวอีกหลายต่อ หลายครั้ง ล้มเหลว สำเร็จ ล้มเหลว ล้มเหลว ล้มเหลว แล้วสำเร็จ สลับไปมาอย่างนี้เรื่อย ๆ
  • สุดท้ายคนที่ล้มเหลวบ่อย ๆ มักได้ชัยชนะ
  • ทุกวันนี้ การนิ่งเฉยแย่เสียยิ่งกว่าการทำผิดเสียอีก ถ้าเราเริ่ม เรายังมีโอกาสสร้างหรือปรับสิ่งที่ผิดให้เป็นถูกได้ แต่ถ้าไม่เริ่ม เราก็ไม่มีโอกาสเลย
  • ถ้าเราเริ่มช้ากว่าคนอื่น ก็ไม่เหลืออะไรให้เลือกหรือตัดสินใจหรือทำอะไรใหม่ ๆ ได้มากนัก ถ้ามาถึงช้ากว่าคนอื่น เส้นทางก็มีคนถางทาง และจุดไฟสว่างไว้หมดแล้ว
  • มีทางเดียวที่จะป้องกันความล่าช้าได้ คือ ต้องเริ่มก่อนจะถึงเวลา ต้องทำให้เสร็จก่อนถึงกำหนดเส้นตาย ต้องนำไอเดียที่มีออกมา ทำก่อนที่จะเกิดวิกฤติ
  • ความกล้าจะทำให้เรามีกำลัง มีข้อได้เปรียบ และควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
  • ฝึกฝนทักษะ การกดออด (เริ่มต้น) ให้บ่อย ทำซ้ำ ๆ
  • จงฝึกคิด คิดแล้วลงมือทำ ขยับหาอะไรใหม่ ๆ มาทำบ่อย ๆ จนเป็นนิสัย การกระทำของจะทำให้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดมีความสุขกับผลลัพธ์แห่งความกล้าหาญของเรา