สรุปหนังสือ การตลาดแบบวัวสีม่วง (Purple Cow) เขียนโดย Seth Godin

📚 สรุปหนังสือ การตลาดแบบวัวสีม่วง (Purple Cow)

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือการตลาดแบบวัวสีม่วง (Purple Cow)

ในโลกที่สินค้าบริการที่จำเป็นได้ตอบโจทย์ผู้คนแทบจะหมดแล้ว ในโลกที่ทุกอย่างดูเหมือน ๆ กันหมด การแข่งขันจึงไม่ใช่ทำแบบที่คนอื่น ๆ ทำ แต่เป็นการทำตัวเองให้โดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น ๆ ต่างหาก

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“เรามีสองตัวเลือก เป็นคนนิรนาม ไร้ตัวตน ไม่ถูกวิจารณ์ และปลอดภัยต่อไป หรือไขว่คว้าโอกาสที่จะเป็นเลิศ โดดเด่น และเป็นวัวสีม่วง”

เรามีสองตัวเลือก เป็นคนนิรนาม ไร้ตัวตน ไม่ถูกวิจารณ์ และปลอดภัยต่อไป หรือไขว่คว้าโอกาสที่จะเป็นเลิศ โดดเด่น และเป็นวัวสีม่วง - สรุปหนังสือ การตลาดแบบวัวสีม่วง (Purple Cow) เขียนโดย Seth Godin

สรุปหนังสือ การตลาดแบบวัวสีม่วง (Purple Cow) เขียนโดย Seth Godin

  • กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องใช้กลยุทธ์การตลาดตัวใหม่คือ การตลาดแบบวัวสีม่วง
  • กลยุทธ์วัวสีม่วงไม่ใช่ทางลัดราคาถูก แต่มันคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดหรืออาจเป็นเพียงกลยุทธ์เดียว ในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับธุรกิจ
  • หัวใจสำคัญของการตลาดแบบวัวสีม่วงคือทำสิ่งที่โดดเด่นและแตกต่าง
  • ความโดดเด่นคือ สิ่งที่น่าจับตามอง พิเศษ แปลกใหม่ น่าสนใจ และควรค่าแก่การพูดถึง เปรียบได้กับวัวสีม่วงซึ่งตรงข้ามกับวัวสีน้ำตาลที่ทั้งน่าเบื่อและไม่มีใครสังเกตเห็น
  • การตลาดที่โดดเด่นคือศิลปะในการสร้างความน่าจับตามองให้กับสินค้าหรือบริการตั้งแต่แรก ไม่ใช่การโหมทำการตลาดเอาตอนที่สินค้าหรือบริการกำลังจะถูกปล่อยออกสู่ตลาด
  • ในยุคที่คนไม่สนใจโฆษณา สินค้าบริการที่โดดเด่นจะได้เปรียบ
  • ในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก การทำเหมือนคนอื่น ๆ จะนำไปสู่ความล้มเหลว
  • ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อกันแบบผิด ๆ ด้วยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการทำตัวไม่โดดเด่น ทำตามคนอื่น ๆ และซ่อนตัวเอาไว้
  • การทำอะไรเดิม ๆ จะไม่มีวันทำให้เราแซงหน้าใครได้
  • การไม่ทำให้ตัวเองโดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ก็ไม่ต่างอะไรจากการอยู่อย่างไร้ตัวตน
  • ความปลอดภัยนั่นแหละคือความเสี่ยง
  • ความน่าเบื่อจะนำไปสู่ความล้มเหลว ความน่าเบื่อเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงที่สุด นักธุรกิจที่ชาญฉลาดรู้เรื่องนี้
  • ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง จะมีอนาคตก็ต่อเมื่อมันถูกสร้างขึ้นโดยคนที่มีความหลงใหลในตัวมันเท่านั้น 
  • ลูกค้ามี 4 ประเภท ว่าที่ลูกค้า ลูกค้า ลูกค้าที่จงรักภักดี และอดีตลูกค้า
  • กฎแบบเดิม สร้างผลิตภัณฑ์ที่ธรรมดา แล้วนำมารวมกับกลยุทธ์การตลาดที่ยอดเยี่ยม แต่กฎแบบใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ให้แก่คนที่กำลังมองหามันอยู่
  • การเดินตามรอยผู้นำเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เหตุผลที่คนเหล่านั้นได้ขึ้นแท่นผู้นำเป็นเพราะพวกเขาต่างทำสิ่งที่โดดเด่น และเมื่อสิ่งที่เคยโดดเด่นถูกชิงทำไปก่อนแล้ว หากเราทำซ้ำ มันก็จะไม่โดดเด่นอีกต่อไป
  • เราไม่ได้ขาดแคลนแนวคิดที่โดดเด่น  แต่เราขาดความพยายามในการลงมือทำอะไรให้เป็นรูปเป็นร่างต่างหาก
  • หนทางเดียวที่จะช่วยให้แบรนด์เราเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือการมีสินค้าบริการที่โดดเด่นเท่านั้น
  • หากสินค้ามีแนวโน้มที่จะหมดความโดดเด่นลง แทนที่จะลงทุนกับมัน จงนำกำไรมาลงทุนสร้างสินค้าใหม่ ๆ ดีกว่า
  • ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมใดก็ตาม สินค้าและบริการใหม่ที่เปิดตัวแล้วประสบความสำเร็จ จะมีรูปแบบที่คล้าย ๆ กัน คือ กลุ่มบุกเบิกจะเป็นคนกลุ่มแรกที่จ่ายเงินซื้อ
  • กลุ่มบุกเบิกคือคนกลุ่มที่มักจะนั่งอยู่ตามที่นั่งแถวหน้าเวทีแฟชั่นในปารีส ท่องโลกอินเทอร์เน็ต และอ่านบทความการซื้อขายที่ล้ำกระแสสังคมสุด ๆ
  • กลุ่มนำสมัย กลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างแท้จริงและกระตือรือร้นที่จะทำอะไรก่อนหน้าคนอื่น โดยพวกเขาจะมองหาสินค้าและบริการใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา 
  • กลุ่มที่จะตามกลุ่มนำสมัยมาคือ กลุ่มคนส่วนใหญ่ กลุ่มนี้ไม่ได้มองสินค้าหรือบริการใหม่ที่สามารถให้ประโยชน์กับพวกเขาได้ แต่เพียงแค่มีคนส่วนใหญ่พูดถึง คนกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มที่จะใช้ตามไปด้วย 
  • กลุ่มสุดท้าย กลุ่มล้าสมัย คนกลุ่มที่จะยังคงซื้อสิ่งเดิม ๆ แม้คนจะหันไปใช้อย่างอื่นกันหมด พวกเขาต้องถูกความจำเป็นบังคับถึงจะยอมปรับตัว 
  • เราต้องออกแบบสินค้าที่โดดเด่นพอจะดึงดูดความสนใจของคนกลุ่มนำสมัยได้ และต้องยืดหยุ่นและน่าสนใจพอที่คนกลุ่มนำสมัยจะบอกต่อแนวคิดให้กับคนกลุ่มที่เหลือได้อย่างง่ายดาย
  • จำไว้ว่า แนวคิดที่ทำให้สินค้าของเราแพร่กระจายคือแนวคิดที่ประสบความสำเร็จ
  • เราจะสร้างแนวคิดที่จะแพร่กระจายได้อย่างไร คำตอบคืออย่าพยายามสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับทุกคน
  • ถ้าเราทำสินค้าที่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สินค้าของเราจะน่าเบื่อเหมือน ๆ กับคนอื่น และต้องใช้งบประมาณสูงในการทำการตลาด
  • ไม่มีประโยชน์ที่จะโฆษณากับทุกคน (ยกเว้นนักแพร่กระจายแนวคิดที่ทรงอิทธิพล)
  • เราต้องสร้างสินค้าเพื่อให้คนกลุ่มนักแพร่กระจายแนวคิดที่ชอบบอกต่อสินค้าบริการใหม่ ๆ กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง หรือคนรัก
  • วิธีแทรกตัวเข้าไปในตลาดกระแสหลักคือการจับตลาดเฉพาะกลุ่มแทนที่จะพุ่งเข้าไปยังตลาดขนาดใหญ่ การทำเช่นนี้จะทำให้เราได้ส่วนแบ่งในตลาดกระแสหลักก่อน จากนั้นจึงค่อยสร้างไวรัสแนวคิด 
  • การลงทุนกับวัว (ผลิตภัณฑ์) เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด (ทำสินค้าให้ดีก่อน)
  • เราต้องพัฒนาสินค้า บริการให้ออกมาตื่นตาตื่นใจจนทำให้ตลาดถึงกับต้องออกตามหาเราเอง
  • จำไว้ว่า ไม่มีบริษัทไหน เล่นตามกฎกติกาของเกมเลย แล้วทำไมเราต้องเล่นตามกฎด้วยละ เช่น Google ขี้โกง พวกเขาเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากเว็บรุ่นแรก ๆ โดยไม่ต้องลงไปลองสนามด้วยตัวเอง
  • เมื่อต้องเผชิญกับตลาดที่ผู้บริโภคไม่สนใจเรา แผนการที่ฉลาดที่สุดคือ ออกมาจากตลาดนั้นซะ
  • ลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน จงมองหาลูกค้ากลุ่มที่สร้างกำไรให้ได้มากที่สุด กลุ่มที่มีแนวโน้มจะช่วยให้เกิดการแพร่ระบาดมากที่สุด
  • ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดคือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าเราสร้างจุดขายเก๋ ๆ ให้มันได้ด้วย เราก็จะดังเป็นพลุแตก 
  • จงหาตลาดเฉพาะกลุ่มให้พบก่อน แล้วค่อยสร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นขึ้นมาทีหลัง และห้ามทำสลับขั้นตอนกันอย่างเด็ดขาด
  • ความสามารถในการที่จะทำตัวให้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด จะทำให้เรามีกำไรและเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • การวัดผลคือกุญแจสู่ความสำเร็จ มันช่วยบอกว่าอะไรใช้ได้ผล เพื่อที่จะได้ทำแบบนั้นอีก
  • การตั้งใจสังเกตว่าอะไรได้ผลและไม่ได้ผลอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าได้ไวกว่าที่คู่แข่งได้
  • เราควรมีสโลแกน ข้อความที่บ่งบอกจุดยืนของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้คนสามารถพูดบอกต่อกันได้
  • จำไว้ว่าการสร้างวัวสีม่วงไม่ใช่การสร้างสิ่งที่แปลกประหลาดออกมา แต่คือการสร้างสิ่งที่เย้ายวนใจหรือสิ่งที่โดดเด่น ตรงใจกับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นนักแพร่กระจายแนวคิด 
  • จงเริ่มจากจุดนี้ คิดถึงตลาดที่เล็กที่สุดที่สามารถหาได้ แล้วนำเสนอสินค้าบริการที่จะทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนทนไม่ไหว
  • หาสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ แล้วทำมันเสีย