สรุปหนังสือ ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปี ด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น - ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

📚 สรุปหนังสือ ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปี ด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปี ด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น

“ธุรกิจ” ไม่ได้เป็นเรื่องของแค่การทำกำไรให้ได้มากที่สุด แต่เนื้อแท้ของธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น คือ การรับใช้ผู้อื่น ปรารถนาดี สร้างผลิตภัณฑ์ บริการที่ดีที่สุด โดยคำนึกถึงผู้อื่น สังคมเป็นหลัก มากกว่าจะที่จะมุ่งคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

ซึ่งริเน็น คือหลักคิด ปรัชญา วิถีของธุรกิจที่มีแต่ Win-Win พนักงานมีความสุข คู่ค้ามีความสุข ลูกค้ามีความสุข สังคมมีความสุข ตัวบริษัทก็มีความสุขที่ได้เป็นส่วนสร้างวงจรแห่งความสุข แล้วจะนำพาไปสู่ การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“อย่าสะสมเงิน จงสะสมความเชื่อใจ”

สรุปหนังสือ ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปี ด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น เขียนโดย ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

  • ในยุคที่คนเรามีอายุยืนขึ้น แต่ธุรกิจกลับมีอายุสั้นลงเรื่อย ๆ บริษัทมากมายก่อตั้งขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว
  • ประเทศญี่ปุ่น มีบริษัทอายุยืนมากที่สุดในโลก เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ซ่อนอยู่ในคำสั้น ๆ คำเดียวว่า “ริเน็น”
  • ธุรกิจที่ดีหรือประสบความสำเร็จในมุมมองของคนญี่ปุ่น ไม่ได้ดูเพียงแค่ยอดขายหรือโมเดลธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นธุรกิจที่ ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างความรู้สึกขอบคุณ ทำให้ผู้คนมีความสุข และมีคุณธรรม
  • ตัวเลขของผลประกอบการไม่ใช่เป้าหมายปลายทางของธุรกิจ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หากดำเนินธุรกิจด้วยวิธีที่ถูกต้อง
  • ความมหัศจรรย์ของบริษัทที่ใช้หลัก ริเน็น
    • มีกำไรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
    • ลูกค้าพอใจ ชื่นชมพูดถึงบริษัทในแง่ดี กลับมาซื้อซ้ำ มีความจงรักภักดี บอกต่อ
    • พนักงานไม่ลาออก ไม่ย้ายงาน
    • หาพนักงานใหม่ได้ง่าย ใคร ๆ ก็สนใจอยากร่วมงานด้วย
  • ลักษณะบริษัทที่อายุยืน
    • แทบไม่มีการลดราคา หรือจัดโปรโมชั่น เพราะลูกค้าไม่ได้ตัดสินซื้อเพราะราคา แต่เพราะเข้าใจหลักการดำเนินธุรกิจ และเห็นคุณค่าของสินค้าอย่างแท้จริง)
    • ไม่ค่อยโฆษณา เพราะลูกค้าจะเป็นโฆษณาบอกต่อให้เอง
    • ไม่ไล่พนักงานออก เพราะพนักงานเปรียบเสมือนครอบครัว

รู้จักคำว่า ริเน็น

  • ริเน็น มาจากคำว่า ริ ซึ่งแปลว่าเหตุผล ผสมกับคำว่า เน็น ซึ่งความหมายดั้งเดิมแปลว่า สติ คำว่าริเน็น จึงมีความหมายว่า เหตุผลที่เกิดจากสติ ซึ่งก็คือปัญญาหรือปรัชญา
  • ริเน็นในการบริหาร หมายถึง แนวคิด ปรัชญาทางธุรกิจ
  • ริเน็นจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารเชื่อมั่น ยึดถือ และถ่ายทอดให้คนในองค์กร
  • ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้บริหาร หรือกาลเวลาผ่านไปนานเท่าใด ริเน็นก็ยังคงได้รับการถ่ายทอดและดำรงอยู่
  • ริเน็น มีความหมายกว้างกว่าพันธกิจหรือวิสัยทัศน์ขององค์กร ริเน็นมักกล่าวถึงประโยชน์ที่บริษัทต้องการส่งมอบให้ลูกค้าและสังคม
  • ริเน็น เป็นจิตวิญญาณที่หล่อหลอมบริษัทให้อยู่รอดต่อไปได้และมีการถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น
  • แนวคิด ริเน็น ทำให้บริษัท ไม่ยึดติดกับตัวสินค้า ว่าถ้าทำสินค้าใดก็ต้องขายแค่สินค้านั้น เพราะมองภาพกว้าง และใหญ่กว่าแค่การขาย
  • ถึงบริษัทจะมีสินค้าหรือบริการเหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่จะทำให้แตกต่างกัน คือ ริเน็น เช่น โตโยต้า กับ ฮอนด้า สองบริษัทนี้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ ริเน็น หรือวัฒนธรรม ความเชื่อ
  • ริเน็นช่วยคัดพนักงานที่เหมาะสมกับองค์กร
  • ริเน็นช่วยทำให้พนักงาน รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมีความเชื่อ มีหลักยึด เห็นภาพที่เหมือนกัน
  • ริเน็นเป็นพื้นฐานในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งอันเดียวกันในหมู่พนักงาน และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร
  • ริเน็น ทำให้ธุรกิจมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ไม่หลงทาง ช่วยในการตัดสินใจ

3 คำถามสำคัญที่นำไปสู่การสร้าง “ริเน็น”

  • 1. บริษัทดำรงอยู่เพื่ออะไร?
    • เหตุผลว่าทำไมธุรกิจถึงต้องดำรงอยู่ ต่อลูกค้าหรือสังคม
  • 2. บริษัทมุ่งไปในทิศทางใด?
    • ภาพอนาคตที่องค์กรควรจะเป็น
  • 3. บริษัทจะนำเสนอคุณค่าอย่างไร?
    • คุณค่าของธุรกิจ สินค้าหรือบริการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า คู่ค้า สังคม

3 คำถามสำคัญที่ผู้บริหาร ควรถามตัวเอง และพนักงาน

  • 1. เราเห็นลูกค้ามีความสุขเมื่อไหร่ เพราะอะไร?
  • 2. เราเชื่อมั่นในอะไร?
  • 3. อะไรคือสิ่งที่เราต้องการจะบอกพนักงาน?

เคล็ดลับความสำเร็จอย่างยั่งยืนของบริษัท

  • ต้องตอบตัวเองให้ได้ตั้งแต่เริ่มธุรกิจว่า เราทำธุรกิจไปเพื่ออะไร?
    • เช่น ธุรกิจขนม ทำธุรกิจเพื่อมุ่งมั่นสานสายสัมพันธ์ให้คนในครอบครัว เชื่อมโยงหัวใจคนเข้าด้วยกันผ่าน “ขนม”
  • ทำธุรกิจเพื่อความเชื่อบางอย่าง ไม่ใช่เพื่อโอกาสการทำกำไรได้มาก อยากรวยเร็ว อยากได้เงินมาก ๆ
  • ไม่ตั้งเป้าหมายเป็นกำไรหรือมองยอดขายเป็นหลัก
  • มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ
  • เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำ
  • พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นตัวเอง

องค์ประกอบของบริษัทที่ดี

  1. พนักงาน
    • มองว่าพนักงานเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า เป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นเพื่อนคู่คิด
    • ทำให้พนักงานรู้สึกดีเวลาอยู่ที่ทำงาน
    • ความสุข และความปลอดภัยของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
    • มีสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานที่ดี
    • ไม่มองพนักงานเป็นเหมือนเครื่องมือที่รีดผลตอบแทนให้คุ้มค่าที่สุด
    • ไม่มองพนักงานว่าเป็นต้นทุน จะอายุเท่าไหร่ ก็คือ พนักงาน
    • เคารพและไว้ใจพนักงาน
    • หมั่นแสดงความขอบคุณกับพนักงาน
    • ใช้ตัววัด KPI คือ ความรู้สึกของพนักงาน มีความสุขไหม? ไม่ใช่ยอดขาย
    • อบรม ทำให้พนักงานเข้าใจตัวเอง เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตอยู่
    • ส่งเสริมให้พนักงานรักกัน สร้างกิจกรรมทำร่วมกัน
    • ไม่ออกคำสั่งกับพนักงาน ให้อิสระแก่พนักงานในการคิดริเริ่มสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง คอยชี้แนะด้วยความเมตตาปรานี
  2. คู่ค้า
    • ไม่สร้างศัตรูทางธุรกิจ
    • ไม่เน้นผลประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว
    • เน้นการทำธุรกิจกับคู่ค้าในระยะยาว สร้างความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความไว้ใจให้กันและกัน ไม่เอาเปรียบกัน
    • ไม่ได้ดูแค่ราคา แต่ต้องดูถึงความรับผิดชอบต่องาน ความพร้อมการเรียนรู้และเติบโตของคู่ค้า อุปนิสัยของคู่ค้าด้วย เปรียบได้กับการเลือกคู่ชีวิต
    • ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
    • ช่วยพัฒนาคู่ค้าด้วย
  3. สังคม
    • อบรมพนักงานให้มีจิตสำนึกต่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่สร้างความเดือดร้อน ตั้งแต่ระดับครอบครัว คนรอบตัว ไปถึงสังคม
    • ปลูกฝังความเป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรมดา
    • การจ่ายภาษีคือการคืนกำไรสู่สังคมที่ดีที่สุด
    • สร้างกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น สร้างประโยชน์ให้ถ้องถิ่น การบริจาค หรือให้พื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับชุมชน เป็นต้น
    • เมื่อบริษัททำดีต่อสังคม สังคมก็จะพร้อมนับสนุนธุรกิจเหล่านั้น แถมยังพร้อมที่จะแนะนำบอกต่อไปยังคนอื่น ๆ ด้วย
    • เมื่อบริษัทดีต่อสังคม สังคมก็จะขอบคุณ บริษัทก็จะรู้สึกมีคุณค่า และยิ่งทำให้อยากทำธุรกิจตอบแทนสังคมมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
  4. ลูกค้า
    • ทุ่มสุดตัวเพื่อลูกค้า และพยายามทำสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เพื่อลูกค้า เช่น ออกแบบสินค้าในราคาที่ต่ำที่สุด (ไม่ผลักภาระราคาให้ลูกค้า) เพื่อลูกค้าจะได้ซื้อในระดับราคาที่ประหยัด
    • ไม่มองยอดขายเป็นเป้าหมายหลัก ดังนั้นบริษัทมีหน้าที่รับใช้ผู้คน ทำให้ผู้คนมีความสุข ซึ่งทำให้บริษัทอยากออกแบบสินค้า สร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
    • หากต้นทุนสูงจนต้องตั้งราคาแพงขึ้น บริษัทจะพยายามหาวิธีปรับกระบวนการภายในองค์กรแทนที่จะโยนภาระให้ลูกค้า เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้ได้มากที่สุด
    • นึกถึงลูกค้าเป็นหลัก ไม่สำคัญว่าจะเป็นลูกค้าเก่าหรือลูกค้าใหม่
    • ยอมสละผลประโยชน์ของบริษัท เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า
    • ไม่ฉวยโอกาสในการทำกำไร เอาเปรียบ และตักตวงให้ได้มากที่สุดกับลูกค้า
    • เน้นการสร้างบริการและความประทับใจให้แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขมากที่สุด
    • ไม่ได้เน้นขายสินค้าหรือบริการ แต่เน้นการขายความไว้วางใจ และความเชื่อมั่น
    • คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด วัตถุดิบที่ดีที่สุด เพื่อลูกค้า
    • ปรับปรุงสินค้า พัฒนาอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
  • ลูกค้ามาก่อน กำไรตามมา
  • ความไว้วางใจ ทำให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเราเอง ไม่ต่อราคา และยินดีที่จะบอกต่อ
  • ลองเปลี่ยนจาก ฉันควรผลิตสินค้าอะไรดีถึงจะฮิตในตลาด เป็น ทำอย่างไรให้คนรักมากขึ้น
  • ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นลำดับแรก เพราะเมื่อพนักงานมีความสุข พวกเขาก็จะสามารถทำให้ลูกค้ามีความสุขด้วย
  • การจะสร้างคุณค่าเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง จะเกิดอุปสรรคมากมาย กลุ่มคนสำคัญที่จะช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ คือ พนักงาน
  • กล่าวขอบคุณคนอื่น ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า เพราะธุรกิจไม่ได้เติบโตมาจากความสามารถของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่มาจากควาช่วยเหลือของผู้อื่นด้วย
  • ปรัชญาหลักสามได้ คือ ผู้ขายได้ ผู้ซื้อได้ และสังคมได้
  • ไม่หลงมัวเมาไปกับรายได้ และกำไร ไม่ลืมว่าตนกำลังดำเนินธุรกิจเพื่ออะไร ตลอดจนไม่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปจนอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด
  • การดำเนินธุรกิจด้วยคุณธรรม ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่เอาเปรียบคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา
  • การทำธุรกิจแบบริเน็น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น ผู้ประกอบรายเล็กก็สามารถดำเนินธุรกิจเช่นนี้ได้เช่นกัน
  • บริษัทเล็กจะยิ่งทำได้ง่ายกว่าเพราะจำนวนคนยังน้อย สามารถบริหารจัดการและถ่ายทอดริเน็นได้อย่างทั่วถึง
  • การทำธุรกิจด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น นั้นจะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง
  • ลองถามตัวเองว่า “ถ้าบริษัทของคุณอันตรธานหายไปในวันนี้ พรุ่งนี้โลกจะไม่เหมือนเดิมหรือไม่?”