สรุปหนังสือ 5 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จที่อยากให้คุณรู้ (Success Why You Fail Where Others Succeed) เขียนโดย Thibaut Meurisse Min

📚 สรุปหนังสือ 5 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จที่อยากให้คุณรู้

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

“ความสำเร็จ” เป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนปรารถนา และมีเทคนิควิธีการแนะนำมากมายเพื่อไปถึงความสำเร็จนั้น แต่มี 5 เทคนิคที่เป็นฐานของทุกความสำเร็จ ถ้าเราสามารถเข้าใจและใช้เทคนิคเหล่านี้ได้ ความสำเร็จอาจจะใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และทั้งหมดมันเป็นเรื่องภายในของเรา คือ เรากำหนดเองได้ ไม่ได้พึ่งพาปัจจัยภายนอก

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“ความสำเร็จ คือ เมื่อคุณพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำในสิ่งที่คุณรัก และอุทิศตนให้ดีที่สุดเพื่อโลกใบนี้”

สรุปหนังสือ 5 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จที่อยากให้คุณรู้ เขียนโดย Thibaut Meurisse

เคล็ดลับที่ 1 “ความเป็นจริง” ปัจจุบันของเราไม่เคยเป็นเรื่องจริง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

  • เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับข้อจำกัดในสิ่งที่เราสามารถทำได้หรือไม่สามารถทำได้ ข้อจำกัดเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นในภายหลัง
  • เด็กทารกมีศักยภาพแทบไม่จำกัดในการเติบโตและเรียนรู้ เป็นเพราะพวกเขาเชื่อในสมองของตนเองทำให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ และไม่ได้วางข้อจำกัดปลอม ๆ ในสิ่งที่สามารถและไม่สามารถทำได้ดั่งเช่นผู้ใหญ่
  • สมองของมนุษย์เป็นเครื่องจักรที่มีพลังพิเศษ แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง
  • ความเป็นจริงของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตีความโลกภายนอกของเราเอง และสิ่งที่เราเลือกที่จะโฟกัสอย่างต่อเนื่อง
  • ความแตกต่างระหว่างคนที่มองโลกในแง่ร้ายและมองโลกในแง่ดีเป็นเพียงแค่จุดเน้นโฟกัสที่แตกต่างกัน
  • การมองโลกในแง่ร้ายหรือมองโลกในแง่ดีเป็นทางเลือก
  • จำไว้ว่าไม่มีสถานการณ์ใดมีอำนาจที่ทำให้เราทุกข์ใจโดยปราศจากความยินยอมของตัวเราเอง
  • จงยอมรับความจริงเสมอ อย่าสู้ความจริง อย่าปฏิเสธมัน เพราะอันที่จริง ความเป็นจริงในตัวของมันเองนั้นเป็นกลาง ๆ ไม่บวก ไม่ลบ แต่ขึ้นอยู่กับการตีความของเราต่างหากที่มักสร้างปัญหา
  • มันไม่ใช่สถานการณ์ที่สำคัญ มันเป็นวิธีที่เราเลือกที่จะตอบสนองต่อมันต่างหากที่สำคัญ
  • ความเป็นจริงของเราสามารถดำรงอยู่ได้ผ่านความคิด และสิ่งที่เราเลือกที่จะโฟกัส
  • ปัญหาในชีวิตของเรานั้นใหญ่เท่าที่เราต้องการเท่านั้น (เราตีความมันปัญหายิ่งใหญ่ มันก็จะยิ่งใหญ่ เราตีความมันเล็กจิ๋ว มันก็เป็นปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ)
  • หากปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรหยุดคิดเรื่องนี้ทันที เช่น หากเกิดมาไม่มีแขนและไม่มีขา ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยากมีแขนและขา
  • ความจริงของเราถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร?
    • ความเป็นจริงของเราถูกกำหนดโดยระบบความเชื่อที่เรามี
    • ระบบความเชื่อประกอบด้วยความเชื่อต่าง ๆ ทั้งหมดที่ประกอบร่างขึ้นเป็นความเป็นจริงโดยเฉพาะของเรา
    • ความเชื่อคืออะไร? ความเชื่อเป็นเพียงสิ่งที่เรายอมรับว่าเป็นความจริง ไม่ว่าโดยเนื้อแท้มันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม
    • ความเชื่อของเรามาจากไหน?
      • ความเชื่อมาจากวิธีที่คุณตีความเหตุการณ์ในอดีตและเป็นผลมาจาก สิ่งที่เราเคยได้ยิน (จากพ่อแม่ เพื่อน ครู สื่อต่าง ๆ) และสิ่งที่เราได้ประสบ
    • ความเชื่อถูกสร้างขึ้น 2 วิธี
      1. อารมณ์ที่รุนแรง
        • เหตุการณ์ที่น่าตกใจในวัยเด็กจะถูกฝังแน่นไปยังจิตใต้สำนึกว่าควรปกป้องจากการเหตุการณ์ที่คล้ายกันในอนาคต
      2. การทำซ้ำ ๆ
        • การทำซ้ำเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อใหม่ ๆ และยังเป็นวิธีที่ความเชื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้น ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
        • หลังจากเราได้ยินบางสิ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตใต้สำนึกจะเริ่มยอมรับสิ่งที่ได้ยินนั้นว่าเป็นความจริง
  • จิตใต้สำนึก คือ พี่ใหญ่ที่คอยปกป้องเรา
    • ขั้นตอนแรก คือ ต้องเข้าใจว่าจิตใต้สำนึกไม่ต้องการทำอันตรายต่อเรา
    • จิตใต้สำนึกพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องเรา
    • เช่น ความกลัวเป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีตที่กระทบกระเทือนจิตใจ จิตใต้สำนึกของเราเชื่อมโยงอารมณ์เชิงลบที่รุนแรงกับสถานการณ์เฉพาะนั้น เพื่อไม่ให้สถานการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก จิตใต้สำนึกจะสร้างกลไกที่กันให้ห่างจากสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันเพราะอาจเป็นอันตรายต่อเรา
  • จิตใต้สำนึก ไม่ฉลาด
    • จิตใต้สำนึกไม่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และไม่มีทางบอกได้ว่าสิ่งที่เราบอก มันจะสนใจหรือไม่
    • สิ่งที่จิตใต้สำนึกจะยึดถือ คือ หากเราทำซ้ำบางสิ่งกับจิตใต้สำนึกมากพอ มันก็จะเชื่อในที่สุด เป็นเหตุผลที่ต้องระมัดระวังอย่างมากเกี่ยวกับวิธีการพูดกับตัวเอง ซึ่งต้องตระหนักว่าจิตใจคอยดักฟังความคิดของอยู่ตลอดเวลา
  • วิธีการเอาชนะความเชื่อที่จำกัด เรื่องรู้สึกไม่ดีพอ คือ เมื่อรู้สึกว่าไม่ดีพอ ให้หาเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมถึงดีพอ
  • จำไว้ว่าสิ่งที่เลือกโฟกัสในชีวิต จิตใต้สำนึกจะมองหาสิ่งนั้นมากกว่าสิ่งอื่น ถ้าบอกจิตใต้สำนึกให้นึกถึงสิ่งที่ทำได้ดี มันก็จะเริ่มมองหาสิ่งที่เราทำได้ดีมากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนการรับรู้ในปัจจุบันเกี่ยวกับความเป็นจริงของเรา
  • จงมองหาข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าความเชื่อของเราเป็นเรื่องโกหก เช่น ความเชื่อว่าแก่เกินไปที่จะเดินหน้าทำความฝันที่มี แต่จากนั้นเรากลับพบคนที่ทำตามความฝันคล้าย ๆ เรา ในวัย 70 ทันใดนั้น เราก็จะเกิดความขัดแย้งทางความเชื่อ และตระหนักว่ามันไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง เป็นแค่ความเป็นจริงที่เราสร้างขึ้นมาเอง
  • สิ่งที่ต้องคอยตระหนักไว้เสมอกับตัวเองว่า ถ้าคนอื่นทำได้ เราก็ทำได้เช่นกัน

เคล็ดลับที่ 2 ความคิดไม่เคยกำหนดว่าเราเป็นใคร หรือสามารถเป็นใครได้

  • ความคิดของเราเป็นเหมือนลิงที่แกว่งไปมาบนต้นไม้อย่างไม่ลดละ เป็นเสียงที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตของเราอยู่เสมอ และมักจะเป็นเสียงด้านลบ
  • จิตใจดักฟังความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงควรระมัดระวังในการพูดคุยกับตนเองในหัวอยู่เสมอ
  • ความจริงที่ควรตระหนักและคนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือ เราไม่ใช่ความคิดของเรา
  • 90% หรือมากกว่าของความคิดที่เรามีในวันนี้นั้นเหมือนกับที่มีเมื่อวานนี้ จิตใจของเรากำลังใช้รูปแบบความคิดเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนไร้ประโยชน์
  • เราเชื่อความคิดไม่ได้ และไม่ควรปล่อยให้ความคิดกำหนดว่าเราเป็นใคร
  • ไม่จำเป็นต้องฟังความคิดเชิงลบในหัว อย่ามีส่วนร่วมและให้ความสนใจกับมัน
  • ตระหนักว่าอัตตาของเราไม่ใช่แก่นแท้ของตัวตนที่แท้จริงของเรา
  • ไม่จำเป็นต้องระบุตัวเองด้วยความคิดหรือดำเนินการตามความคิดของราวกับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง
  • ทุกครั้งที่นึกถึงอดีตหรืออนาคต การคิดจะเกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น อดีตไม่มีอยู่แล้ว และอนาคตก็ไม่มี มันเพียงถูกสร้างขึ้นผ่านความคาดหวังของเรา สิ่งเดียวที่มีอยู่คือตอนนี้
  • อยู่กับปัจจุบันขณะและหยุดคิด และตระหนักว่าไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความคิดกำหนดตัวเรา ใช้มุมมองนี้เพื่อลดพลังที่เรามอบให้กับความคิด
  • หากต้องการเริ่มเป็นนายของจิตใจมากกว่าที่จะเป็นทาส การทำสมาธิและเจริญสติเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม จะช่วยให้ตระหนักถึงความคิดของเราได้อย่างมาก
  • เริ่มสร้างความตระหนักในชีวิตประจำวันด้วยการสังเกตตัวเองเพื่อรู้เท่าทันความคิด
    • รับรู้ถึงความคิดที่ผุดขึ้นมาในระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง อย่าจมอยู่กับความคิด เพียงแค่สังเกตมัน
    • ดูทุกการเคลื่อนไหวที่ทำ
    • มุ่งความสนใจไปที่ร่างกาย รู้สึกยังไงในขณะที่ร่างกายทำกิจกรรมปัจจุบัน
  • การทำสมาธิเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มสติ เมื่อทำสมาธิ เราจะฝึกตัวเองให้รับรู้ความคิดและปล่อยวางมัน
  • หลังจากฝึกสมาธิมาระยะหนึ่ง เราจะมองเห็น และจัดการความคิดเชิงลบได้ดีขึ้น
  • วิธีจัดการกับความคิด
    1. ทุกครั้งที่มีความคิดเชิงลบ
      • ยอมรับมัน
      • สังเกตอย่างนักวิทยาศาสตร์ ร่างกาย ความคิดของเราเป็นยังไง แสดงออกยังไง รู้สึกยังไง
      • ถามตัวเองว่าสามารถปล่อยวางความคิดนั้นทิ้งไปอย่างมีสติหรือไม่
      • ยิ่งยอมรับความคิดและหยุดพยายามระงับมันมากเท่าไหร่ ความคิดเหล่านั้นก็จะยิ่งมีอำนาจเหนือเราน้อยลงเท่านั้น
    2. แทนที่ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวก
      • ทุกครั้งที่มีความคิดเชิงลบ ให้ถามตัวเองว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แล้วหาเหตุผลที่พิสูจน์ว่ามันไม่เป็นความจริง
      • เช่น “ฉันไม่ดีพอ” มันเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่? ทุกสถานการณ์? แล้วมองหาส่วนที่ดีของตัวเอง
      • ฉันดีพอที่จะทำให้เพื่อนของมีความสุขได้ ฉันทำอาหารเก่ง ฉันเก่งในงานของฉัน ฉันร้องเพลงเก่ง ผู้คนรอบข้างรักฉัน

เคล็ดลับที่ 3 การนิยามความสำเร็จคือสิ่งที่สำคัญ

  • บ่อยครั้งที่ผู้คนแสวงหาชื่อเสียง ชื่อเสียง และเงินทองเพียงเพื่อตระหนักหลังจากทำงานหนักมาหลายปีว่าเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาสำเร็จอย่างแท้จริง และรู้สึกว่างเปล่า
  • เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาว่าความสำเร็จมีความหมายต่อเรายังไง อย่าให้สังคม สื่อ ครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากำหนดสิ่งนี้ให้เรา มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ว่าความสำเร็จมีความหมายต่อเรายังไง
  • ให้ถามตัวเองว่า “ฉันจะรับใช้ผู้คน ในขณะที่ทำในสิ่งที่ฉันรักได้ยังไง” จงคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ให้ ไม่ใช่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการได้รับ
  • ลักษณะสำคัญของเป้าหมายในชีวิตที่ดี
    • Timeless : ถ้าสามารถใช้ไทม์แมชชีนแล้วย้อนเวลากลับไปในอดีตหรืออนาคต เป้าหมายในชีวิตก็จะยังเป็นเป้าหมายนี้เหมือนเดิม
    • Universal: ถ้าเกิดในส่วนอื่นของโลก เป้าหมายในชีวิตก็จะยังเป็นเป้าหมายนี้เหมือนเดิม
    • Inspiring: ควรสร้างแรงบันดาลใจ และช่วยให้ได้ปลดปล่อยศักยภาพเต็มที่และสัมผัสกับความรู้สึกเติมเต็มอย่างแท้จริง
    • Transcend your ego: ก้าวข้ามอัตตาของคุณ พวกเราส่วนใหญ่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ได้รับการยอมรับ หรือรู้สึกเป็นที่ยอมรับจากสังคม จุดมุ่งหมายในชีวิตที่แท้จริงควรมาจากความไม่กลัว เช่น กลัวว่าจะไม่ดีพอ ไม่คู่ควร ไม่ฉลาดพอ และไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอัตตา
  • คำถามที่ทรงพลังที่ควรถามตัวเอง
    • ฉันจะได้รับเงินเพื่อทำในสิ่งที่ฉันรักได้ยังไง? เราชอบทำอะไร จะหาวิธีทำเงินจากมันได้ยังไง?
    • ฉันจะให้บริการได้ดีขึ้นยังไง? จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม ให้แก่ผู้คนได้ยังไง?
    • ถ้ามีเงินและเวลาตลอดชีวิตนี้ เราจะทำอะไร? เรารักอะไรมากจนยอมจ่ายเพื่อสิ่งนั้น?
  • ระหว่างมองหาเป้าหมาย อย่ามองข้ามสิ่งเดียวที่สำคัญในชีวิต คือ การมีความสุขด้วย

เคล็ดลับที่ 4 รับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง

  • เราสามารถเป็นได้ทั้งเหยื่อหรือผู้สร้างชีวิตของตัวเอง? เราอยากเป็นแบบไหน?
  • ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของการเลือก เรามีความรับผิดชอบในทุกด้านของชีวิต
  • แต่ละครั้งที่ล้มเหลวในการรับผิดชอบในชีวิตของเรา แสดงว่าเรามอบอำนาจให้กับสถานการณ์และคนรอบข้าง
  • การไม่รับผิดชอบหมายความว่าเราปฏิเสธที่จะยอมรับว่า เรามีสิทธิ์ควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้เกือบทั้งหมด เราปฏิเสธที่จะมองหาความเป็นไปได้ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
  • การรับผิดชอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องบอกความจริงกับตัวเอง ยอมรับความจริงที่ว่าเราอาจทำอะไรผิด ดังนั้นการกล่าวโทษผู้อื่นหรือสถานการณ์นั้นง่ายกว่าเยอะ
  • จงให้คำมั่นว่าตัวเองจะรับผิดชอบชีวิตอย่างเต็มที่ 100% ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอะไรขึ้น
  • จำไว้ว่าเราต้องรับผิดชอบต่อความสุขของเราด้วย และไม่มีความสำเร็จภายนอกใดที่จะทำให้มีความสุขหรือสบายใจได้
  • บางส่วนที่เราควรรับผิดชอบ
    • การยอมรับความจริง
    • ทัศนคติของเรา
    • ความสุขของเรา
    • ความสัมพันธ์ของเรา
    • อารมณ์ของเรา
    • อาชีพการงานของเรา
    • การใช้เวลาของเรา
    • การปฏิเสธ

เคล็ดลับที่ 5 เปลี่ยนความฝันให้เป็นเป้าหมายด้วยพลังของการตั้งเป้าหมาย

  • เราได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตหรือไม่? เราใช้เวลาในการจดเป้าหมายหรือไม่?
  • การตั้งเป้าหมายและจดบันทึกเป็นของขวัญที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่สามารถมอบให้ตัวเองได้ เป็นวิธีที่จะดึงเอาพลังจิตใต้สำนึกและปล่อยให้มันทำงานให้เรา
  • การตั้งเป้าหมายช่วยให้ได้รับประโยชน์มากมาย ที่สำคัญช่วยให้เราชัดเจนกับสิ่งที่ต้องการในชีวิตได้อย่างแท้จริง
  • เหตุผล 5 อย่างว่าทำไมเราควรตั้งเป้าหมายในชีวิต
    1. มันให้ทิศทางแก่จิตใต้สำนึกของเรา
    2. มันมอบอำนาจให้เราสร้างชีวิตที่ต้องการ
    3. ช่วยในการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองเมื่อทำมันสำเร็จ
    4. ช่วยให้เราตระหนักถึงความเป็นจริงในปัจจุบันว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้
    5. ทำให้สุขภาพดีขึ้นและอายุยืนยาวขึ้น
  • เทคนิควิธีกำหนดเป้าหมาย
    1. เขียนมันลงบนกระดาษ
      • การวางเป้าหมายลงบนกระดาษ จะช่วยย้ายเป้าหมายที่เป็นฝันกลางวันจากโลกนามธรรมไปสู่โลกแห่งความจริง
    2. เฉพาะเจาะจง
      • ความชัดเจนคือกุญแจสำคัญ
      • ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการตั้งเป้าหมายที่คลุมเครือ เช่น “ฉันกำลังจะเรียนภาษาอังกฤษ” หรือ “ฉันอยากจะรวย”
      • แทนที่จะบอกว่าต้องการรวย ให้ตัดสินใจเลือกจำนวนเงินที่แน่นอนที่ต้อง และกำหนดเวลา เช่น ฉันจะได้รับ 100,000 ต่อเดือนภายในวันที่ 31 ธันวาคมของปีหน้า
    3. เลือกเป้าหมายที่ท้าทาย
      • เป็นเป้าหมายที่จะผลักดันเราออกจาก comfort zone แต่เป็นไปได้ และทำให้รู้สึกดีขึ้นเมื่อทำสำเร็จ
    4. เขียนเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมเป้าหมายเหล่านี้จึงสำคัญมากต่อเรา
      • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป้าหมายมีความสำคัญกับเราอย่างแท้จริง และไม่ใช่สิ่งที่กำลังทำเพื่อครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น
      • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้ใช้เวลาหลายปีในการไล่ตามเป้าหมายที่ไม่ทำให้เรามีความสุข
    5. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มเป้าหมาย
      • พยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและสนับสนุนที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย
      • หากต้องการเป็นมังสวิรัติ ให้เตรียมรายการสูตรอาหารมังสวิรัติไว้พร้อม เติมผักและผลไม้ในตู้เย็น เข้าร่วมสมาคมมังสวิรัติก่อนเริ่มต้น
    6. เล่าเป้าหมายให้คนอื่นฟัง
      • หากต้องการลดน้ำหนัก 10 กิโล ให้ประกาศต่อหน้าเพื่อนร่วมงานในที่ทำงาน หรือบอกทุกคนในครอบครัวเกี่ยวกับเป้าหมายของเรา
    7. คาดการณ์ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด
      • ถามตัวเองว่ามีอะไรจะขัดขวางไม่ให้บรรลุเป้าหมายบ้าง?
    8. หลีกเลี่ยงการทำให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
      • เช่น ถ้าเป้าหมายคือลดน้ำหนักหรือเลิกบุหรี่ หลีกเลี่ยงสิ่งล่อใจ ระบุสถานการณ์ พื้นที่เกิดความเสี่ยง ทำให้หักห้ามใจตัวเองไม่ได้
      • ถ้ารู้ว่า ถ้าตู้เย็นมีของทำให้อ้วนเยอะ ๆ ทำให้กินเยอะ ก็ให้ลดจำนวนของกินในตู้เย็นออก หรือดื่มกาแฟแล้วจะต้องสูบบุหรี่ ก็ขอให้งดการดื่มกาแฟไป