สรุปหนังสือ 7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits Of Highly Effective People)

📚 สรุปหนังสือ 7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People)

มนุษย์เราทุกคนล้วนแล้วต้องการจะประสบความสำเร็จและความสุข ไม่ว่าจะทางใด ทางหนึ่ง และเส้นทางที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จเหล่านั้นคือ พาหนะที่เรียกว่า “อุปนิสัย”

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

ชีวิตเราก็เป็นผลรวมของสิ่งที่เรียกว่า “อุปนิสัย”

สิ่งที่เราคิดจะกลายเป็นการกระทำ และสิ่งที่เรากระทำจะกลายเป็นอุปนิสัย และอุปนิสัยจะกลายเป็นคุณลักษณะ ซึ่งจะไปกำหนดชะตากรรมชีวิตของเรา

อย่างที่อริสโตเติลได้กล่าวทิ้งไว้ว่า “เราคือผลของสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน ความเป็นเลิศจึงไม่ใช่อยู่ที่การกระทำ แต่อยู่ที่สิ่งที่เราทำจนกลายเป็นอุปนิสัยต่างหาก”

วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งครับ ที่จะมาแนะนำ 7 อุปนิสัยที่จะพาเราไปกลายเป็นผ้มีประสิทธิผลสูงสุด และประสบความสำเร็จในชีวิต

หนังสือที่ว่าก็คือ อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิผลสูง (7 Habits of Highly Effective People) ซึ่งเป็นหนังสือที่แม้ตีพิมพ์มานานกว่า 30 ปี ก็ยังเป็นที่นิยมและขายดีอย่างต่อเนื่อง

โดยหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 7 อุปนิสัยที่จะช่วยให้เรากลายเป็นคนที่มีประสิทธิผลสูงที่สุด

ถ้าใครอยากรู้เกี่ยวกับนิสัยเพิ่มเติม แนะนำให้อ่านหนังสือ Atomic Habits ครับ (ผมได้ทำสรุปไว้ที่นี่ครับ สรุปหนังสือ Atomic Habits)

เราไปเริ่มกันเลยครับ

สรุป 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People)

อุปนิสัยที่ 1 โปรแอกทีฟ

สิ่งหนึ่งที่เป็นอำนาจที่ติดตัวมนุษย์เรามาทุกคน และสิ่งนี้ทำเราแตกต่างจากสัตว์ คือ อำนาจที่จะเลือกว่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ในแบบไหนก็ได้

เช่น ถ้าเราล้มเหลว เราเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อความล้มเหลวนั้นอย่างไร บางคนอาจจะเศร้า ล้มเลิกความฝัน หรือบางคนอาจจะมองว่าดีเลย มันเป็นบทเรียนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้คือ อำนาจที่เราทุกคนเลือกได้

นั่นหมายความว่า มนุษย์เรามีอิสรภาพในการเลือกที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า โปรแอกทีฟ (การเป็นผู้กระทำ) ถึงตรงกันข้ามกับ รีแอกทีฟ (การเป็นผู้ถูกกระทำ)

คนที่มีนิสัยโปรแอกทีฟ จะมีความสามารถในการเลือกวิธีที่จะตอบสนองไปในทิศทางบวก และจะเป็นผู้จะรับผิดชอบต่อกระทำของตัวเอง ไม่ยอมปล่อยให้สถานการณ์มาควบคุมชีวิต หรือป้ายความผิดไปที่สถานการณ์ เงื่อนไขภายนอก

พวกเขาเป็นฝ่ายเลือก เป็นผู้คุมเกมชีวิตของตัวเอง

ภาษาโปรแอคทีฟกับรีแอกทีฟ
ภาษารีแอกทีฟ

  • ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว
  • ฉันเป็นคนอย่างนี้เอง
  • เขาทำให้ผมโกรธจัด
  • เขาไม่อนุญาตให้ฉันทำ
  • ผมจำเป็นต้องทำ
  • ผมทำไม่ได้
  • ขอเพียงแค่

ภาษาโปรแอคทีฟ

  • ดูทางเลือกอื่นกันไหม
  • ฉันเลือกวิธีอื่นได้
  • ฉันควบคุมบัญชาอารมณ์ตนเอง
  • ฉันจะเลือกการตอบสนองที่เหมาะสม
  • ฉันเลือก
  • ฉันอยากจะ
  • ฉันจะ

สรุปอุปนิสัยที่ 1 คือ การเป็นคนที่เชื่อว่าตัวเองมีอำนาจ 100% ที่จะรังสรรค์ชีวิตของตัวเอง

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ

สิ่งต่าง ๆ จะทำงาน 2 ครั้งคือ ครั้งแรกเกิดขึ้นในความคิดของเรา และครั้งที่สองเกิดขึ้นในชีวิตจริง ดังนั้น ถ้าเราอยากทำอะไรให้สำเร็จ เราต้องเริ่มด้วยความเข้าใจอย่างชัดแจ้งก่อนว่า เราจะเดินไปในทางไหน และจุดมุ่งหมายคือที่ไหน อะไรอย่างไร

และตัวจุดมุ่งหมายนี้เอง จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้เราใช้ในการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทุกการตัดสินใจควรจะเป็นไปเพื่อการนำพาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

กลับกัน สิ่งที่อันตรายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเกิดเราไม่เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ คือ เราทำงานหนัก ทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อปีนไต่บันไดสู่ความสำเร็จ แต่สุดท้ายกลับพบว่าบันไดวางพาดผิดกำแพงที่ต้องการ

สรุปอุปนิสัยที่ 2 คือ การกำหนดเป้าหมายปลายทางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วลงมือทำไปสู่เป้าหมายนั้น

สำหรับใครสนใจเรื่องการตั้งเป้าหมาย ผมได้ทำบทความเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายไว้อย่างละเอียด อ่านได้ที่นี่ครับ > Atomic Habits

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งที่สำคัญก่อน

เมื่อเรามีจุดมุ่งหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อจากนั้นคือ การจัดการตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ หมายความว่า เราต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนสิ่งที่อื่นเสมอ

อุปนิสัยนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะกำหนดว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน และหัวใจสำคัญของมันก็คือ การวินัย เราต้องมีวินัยที่จะตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่สำคัญมากกว่าที่อยากจะทำ และต้องกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่สำคัญ

ซึ่งสิ่งสำคัญนั้นต้องพาเราไปในเส้นทางสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยผู้เขียนได้ให้หลักคิดไว้เป็นกรอบคิด 4 อย่าง

blank
ขอบคุณผ่าจาก wikipedia
  1. สำคัญ และเร่งด่วน (เช่น งานด่วน งานแทรก)
  2. สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน (เช่น การออกกำลังกาย การพัฒนาตัวเอง)
  3. ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน (เช่น การตอบข้อความ การรับโทรศัพท์)
  4. ไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน (เช่น ดู Netflix ไถ Tiktok)

สรุปอุปนิสัยที่ 3 คือ กำหนดสิ่งที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน แล้วมุ่งเน้นลงมือทำสิ่งสำคัญที่สุดนั้น

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ/ชนะ

ในชีวิตจริง เราไม่จำเป็นต้องชนะฝ่ายเดียวหรือต้องแพ้ฝ่ายเดียวเสมอไป หนทางที่ดีที่สุดที่จะสร้างความร่วมมือ ร่วมใจคือ การมี mindset แบบชนะ/ชนะ

หมายความว่า เราต้องพยายามสร้างสถานการณ์ให้ได้ผลลัพธ์แบบชนะ/ชนะ คือ ตัวคนอื่นได้ประโยชน์และพึงพอใจ และตัวเราก็ได้ประโยชน์ และความพึงพอใจเช่นกัน โดยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้เลย

จำไว้ว่าทุกความสำเร็จ ทุกความยิ่งใหญ่ ล้วนต้องอาศัยการพึ่งพาอาศัยกันและกัน เราไม่สามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้โดยลำพัง เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี มีทีมที่ดี มีเพื่อนที่ดี ซึ่งการคิดแบบชนะ/ชนะ จะทำให้เราบรรลุสิ่งเหล่านั้นได้

สรุปอุปนิสัยที่ 4 คือ เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันในระยะยาว เป็นกรอบคิดที่แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องชนะฝ่ายเดียว เราสามารถชนะทั้งสองฝ่ายได้

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

การสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์เป็นทักษะที่ถือได้ว่าสำคัญที่สุดในชีวิต และหลักการที่สำคัญที่สุดคือ “เราต้องเข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงคาดหวังให้ผู้อื่นเข้าใจเรา”

หน้าที่แรกของเราที่ต้องทำคือ การรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ รับฟังด้วยหัวใจ ด้วยตา ด้วยหู ด้วยความรู้สึก เพื่อเสาะหาความหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นการรับฟังขั้นสูงสุดของมนุษย์ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์เรา เราทุกคน อยากให้ผู้อื่นมาเข้าใจในตัวเราก่อน

จงรับฟังอย่างตั้งใจ ทุ่มพลังงานให้แก่ทุกคำที่ผู้อื่นพูด ใส่ความสนใจในเนื้อหาอย่างเต็มที่

สรุปอุปนิสัยที่ 5 คือ เราต้องรับฟังผู้อื่นก่อน รับฟังด้วยหัวใจที่เปิดกว้างเพื่อจะเข้าใจคนคนนั้นให้มากที่สุด

อุปนิสัยที่ 6 ผลึกพลังประสานความต่าง

แก่นแท้ของการผลึกพลังประสานความต่างอยู่ที่การมองเห็นค่าของความแตกต่าง นับถือความแตกต่าง

ด้วยการทำความเข้าใจความแตกต่าง เราจึงมีโอกาสร่วมมือกัน ซึ่งช่วยให้ค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

พลังของการประสานความร่วมมือจากความแตกต่างนั้น ทรงพลังอย่างมาก เพราะมันจะไม่ใช่แค่ 1+1 = 2 แต่จะเป็น 1+1 = 3,8,16 หรือแม้แต่ 1,000 ก็ยังได้

เช่น ถ้าปลูกต้นไม้สองต้นชิดกัน รากจะสอดประสานกัน แล้วจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการยืนอยู่เพียงต้นเดียว

สรุปอุปนิสัยที่ 6 คือ การมองเห็นค่าความแตกต่าง และยอมรับ เพื่อประสานร่วมมือกันให้ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ

แม้เราจะมีอุปนิสัย 1-6 ดีแค่ไหน แต่ถ้าขาด 7 ก็อาจจะลำบาก

เพราะสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเราคือ ตัวเราเอง ดังนั้น เราต้องคอยเติมพลังชีวิตทั้ง 4 มิติให้กับตัวเองอยู่เสมอ

มิติที่ 1 กายภาพ – กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ

มิติที่ 2 สติปัญญา – อ่านหนังสือ เรียนรู้ คอยหาความรู้ใหม่อยู่เสมอ

มิติที่ 3 จิตวิญญาณ – ทำสมาธิ อยู่กับธรรมชาติ คิดทบทวนจุดมุ่งหมายของชีวิต

มิติที่ 4 สังคม/อารมณ์ – ปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจอกเข้าใจ และคอยช่วยเหลือผู้คนอยู่เสมอ

ทั้ง 4 มิตินี้ ยิ่งดูแลได้ดีเท่าไหร่ ชีวิตโดยรวมของเราจะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น

นี่คือการลงทุนที่ทรงพลังที่สุดในชีวิต มันคือ การลงทุนในตัวเอง ไม่มีอะไรคุ้มค่าเท่ากับการลงทุนชนิดอีกแล้ว

สรุปอุปนิสัยที่ 7 คือ หมั่นดูแลตัวเอง ลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่า ร่างกายและจิตใจของเราเอง

สรุป 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People)

สรุป 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People)
  1. โปรแอกทีฟ – เรามีอิสรภาพในการเลือกชีวิตของตัวเอง เราต้องเป็นฝ่ายเลือก หาใช่ผู้คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม หรือสังคมเป็นผู้กำหนด
  2. เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ – กำหนดสิ่งที่สำคัญในชีวิต ปักธงเป้าหมายในชีวิต แล้วลงมือเดินไปสู่จุดนั้น
  3. ทำสิ่งที่สำคัญก่อน – จดจ่ออยู่กับสิ่งที่สำคัญในชีวิต ทำสิ่งเหล่านี้ก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ
  4. คิดแบบชนะ/ชนะ – ความสัมพันธ์เป็นสิ่งมีค่า ต้องพยายามสร้างสถานการณ์ที่ทุกคนต่างได้รับประโยชน์ และชนะไปด้วยกัน
  5. เข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา – จะไม่มีใครเข้าใจเราเลย ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการเข้าใจผู้อื่น
  6. ผลึกพลังประสานความต่าง – ไม่มีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ใด ที่สำเร็จได้เพียงตัวคนเดียว ทุกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ล้วนต้องการความร่วมมือ พึ่งพาคนอื่น
  7. ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ – หมั่นดูแลตัวเอง ลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่า ร่างกายและจิตใจของเราเอง