สรุปหนังสือ ทำน้อยให้ได้มาก (The Power of Less) - Leo Babauta

📚 สรุปหนังสือ ทำน้อยให้ได้มาก (The Power of Less)

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

“การทำมาก ใช่ว่าจะได้ผลดีเสมอไป” แต่การทำน้อย ในสิ่งที่มีความหมาย และสำคัญต่อเราจริง ๆ ต่างหาก ที่จะทำให้เรามีสมดุลชีวิตที่ดี ทั้งการงาน ครอบครัว ความรัก และสิ่งที่เราหลงใหล ที่สำคัญเมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ได้ดีแล้ว ภาพโดยรวมของชีวิตเราก็จะดีขึ้น แล้วเราจะกล้าพูดเต็มปากกับตัวเองว่า “เรามีความสุขกับทุกวัน”

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“เลือกให้น้อยลง และสร้างผลกระทบให้มากที่สุด”

📚 สรุปหนังสือ ทำน้อยให้ได้มาก (The Power of Less) เขียนโดย Leo Babauta

  • ไม่เคยมียุคใดที่เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ มากมายให้เสร็จได้เร็วเท่าปัจจุบัน แต่ก็ไม่เคยมียุคใดเช่นกันที่เราต้องจัดการกับข้อมูลที่ล้นหลามขนาดนี้
  • ค้นหาความสงบในความวุ่นวายด้วยชีวิตที่เรียบง่าย แต่ยังสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการด้วยวิธีการ “การสร้างข้อจำกัดขึ้นมา” คือ เราต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการจดจ่อกับเรื่องที่สำคัญที่สุด แทนที่จะให้ความสำคัญไปเสียทุกเรื่อง
  • ลองนึก ลองจินตนาการวันทำงานอันแสนสงบปราศจากความตึงเครียด ซึ่งเราสามารถจดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่ และเป็นงานที่เลือกมาแล้วว่า จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • เมื่อชีวิตเราเรียบง่ายขึ้น ชีวิตของเราก็จะดีขึ้น เมื่อลดจำนวนสิ่งรบกวน เราก็สามารถเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เรารักได้มากขึ้น เมื่อจำกัดสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว เราก็ทำงานได้ดี และจดจ่อได้มากขึ้น
  • ขั้นตอนของความเรียบง่าย คือ 1. มองหาสิ่งสำคัญ (จดจ่อกับสิ่งสำคัญ) 2. กำจัดส่วนที่เหลือ (ลดทอนส่วนอื่น ๆ)
  • หลักการ 6 ข้อในการทำน้อยให้ได้มาก 1. สร้างข้อจำกัด 2. เลือกแต่สิ่งสำคัญ 3. ทำให้เรียบง่ายขึ้น 4. จดจ่อ 5. สร้างนิสัย 6. เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ

เพราะอะไร ทำน้อยถึงได้มาก?

  • เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะเผชิญกับขีดจำกัด นั่นคือ เวลาที่จำกัด
  • ปัญหาของการพยายามทำให้ได้มากขึ้นตลอดเวลาคือ มันไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอไป
  • ตัวอย่างสิ่งที่สร้างผลกระทบ เช่น สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้เราในระยะยาว สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เรา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
  • การพยายามทำให้ได้มาก ๆ ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะทำสิ่งที่ไม่สำคัญเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องทำงานหนักเกินจำเป็นและรู้สึกเครียดในเวลาเดียวกัน
  • ทางออกของปัญหานั้น คือ การทำให้น้อย โฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญ และส่งผลกระทบในระยะยาวมากกว่า
  • จงเรียนรู้ที่จะสร้างข้อจำกัดให้กับทุกเรื่องที่เราทำ และเลือกแต่สิ่งที่สำคัญ
  • วิธีการแยกงานใดสร้างผลกระทบมากที่สุด คือ 1. ตรวจสอบงานที่ทำทั้งหมด แล้วตั้งคำถามกับงานแต่ละชิ้น ว่ามันจะสร้างผลกระทบอย่างไร 2. เริ่มต้นจากเป้าหมาย วางแผนแต่ละวันว่าต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  • จงใช้ข้อจำกัดเพื่อบีบให้เราเลือกแต่สิ่งที่สำคัญ เช่น จำกัดการเช็กอีเมลแค่วันละ 2 ครั้ง, จำกัดเวลาที่ใช้มือถือ จงจดจ่อกับการเปลี่ยนแปลงทีละอย่างจนกระทั่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน และรู้สึกสบายใจกับข้อจำกัดดังกล่าวหรือลดจำนวนเป้าหมายให้เหลือแค่ 3 เป้าหมาย

ศิลปะแห่งการสร้างข้อจำกัด

  • การใช้ชีวิตโดยไร้ข้อจำกัดก็คล้ายกับการออกไปชอปปิ้งโดยไม่ตั้งงบประมาณไว้ก่อน เรามีแนวโน้มว่าจะใช้เงินเกินตัวและจบด้วยการซื้อข้าวของมากมายที่ไม่อยากได้จริง ๆ แต่ถ้าเราตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า เราก็จะเลือกเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ เท่านั้น
  • สร้างข้อจำกัด และจดจ่อไปทีละเรื่องแทนจดจ่อเรื่องใหญ่ ๆ
  • ชีวิตที่ปราศจากข้อจำกัดใด ๆ อาจสนุกในตอนแรก แต่จะไม่เป็นอย่างนั้นหลังจากผ่านไปสักระยะ เพราะเราไม่มีที่พอสำหรับทุกสิ่ง ทำให้เราอ่อนแอ ประสิทธิภาพลดลง และสูบพลังไปจนหมด
  • การไร้ข้อจำกัด คือ การพยายามขุดดินทั้งไร่ด้วยพลั่วเล่มเดียว แต่การจดจ่ออย่างมีข้อจำกัด คือ การใช้พลั่วเล่มนั้นขุดในจุดเดิมจนกระทั่งเจอแหล่งน้ำ
  • การไร้ข้อจำกัด คือ ความอ่อนแอ จงเรียนรู้ที่จะจดจ่อด้วยข้อจำกัด แล้วเราจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้
  • ข้อจำกัดมีประโยชน์อย่างไร (จัดการกับชีวิตได้มากขึ้น และเครียดน้อย, จดจ่อ และทุ่มเทพลังได้เต็มที่, พุ่งไปที่เป้าหมายที่สำคัญ, ทำงานเสร็จมากขึ้น, มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า)
  • จงจดจ่อกับการเปลี่ยนแปลงทีละอย่างจนกระทั่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน และเราต้องรู้สึกสบายใจกับข้อจำกัดนั้นด้วย
  • ขั้นตอนการสร้างข้อจำกัด
    1. วิเคราะห์จำนวนการทำเรื่องนั้นกี่ครั้งต่อวัน และจะเหลือจำนวนเท่าไหร่
    2. ทดลอง สักหนึ่งอาทิตย์ จากนั้นดูว่าได้ผลหรือไม่
    3. ถ้าไม่ได้ผล ให้ปรับระดับให้เหมาะ และทดลองอีกครั้งหนึ่งอาทิตย์
    4. ปรับแต่งไปเรื่อย ๆ จนพบระดับที่เหมาะสม และกลายเป็นนิสัย

เลือกแต่สิ่งสำคัญ และทำให้เรียบง่ายขึ้น

  • การเลือกแต่สิ่งสำคัญเป็นกุญแจไปสู่การทำให้เรียบง่ายขึ้น เราจะต้องเลือกสิ่งสำคัญก่อน จึงจะทำให้เรียบง่ายได้
  • จงถามตัวเองเสมอว่า “ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเรา” นี่คือการจัดลำดับที่ถูกต้อง เราต้องระบุสิ่งสำคัญให้ได้ก่อน แล้วค่อยลงมือทำสิ่งเหล่านั้นให้เสร็จลุล่วง
  • คำถามสำหรับการเลือกสิ่งสำคัญ เช่น ค่านิยม เป้าหมายของเราคืออะไร? เรารักในสิ่งใด? อะไรมีความสำคัญต่อเรา? สิ่งใดสร้างผลกระทบในระยะยาวได้? สิ่งนี้จำเป็นต่อเราจริง ๆ ไหม?
  • การทำให้เรียบง่ายขึ้นไม่ใช่การปล่อยให้ชีวิตว่างเปล่า แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้กับสิ่งที่เราต้องการทำอย่างแท้จริง
  • กุญแจสำคัญ คือ การหาเวลา เพื่อวางมือจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แล้วหันมาพิจารณาในภาพรวม

จดจ่อกับเรื่องเดียว

  • จงจดจ่อกับปัจจุบัน จดจ่อว่าจะทำให้น้อยลง จดจ่อเป้าหมายเดียว จดจ่อกับงานเดียวที่อยู่ตรงหน้า แล้วเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และกังวลเครียดน้อยลง
  • จงทำงานทีละอย่าง และพยายามทำให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ตัดสินว่าเราจะบรรลุเป้าหมายหรือสร้างนิสัยใหม่ได้หรือไม่ คือ การจดจ่อ ไม่ใช่วินัย รางวัล ความตั้งใจจริง หรือแรงจูงใจ
  • วิธีจดจ่อเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น คือ จดจ่อกับเป้าหมาย จดจ่อกับปัจจุบัน จดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้า จดจ่อกับความคิดเชิงบวก

การพิชิตคำท้า ช่วยสร้างนิสัยใหม่

  • เราสามารถสร้างนิสัยที่คงทนถาวรได้ด้วยการประยุกต์ใช้พลังของการทำน้อยให้ได้มาก คือ ในแต่ละเดือนให้จดจ่ดกับนิสัยแค่หนึ่งอย่าง และทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับมัน
  • 5 ขั้นตอนสร้างนิสัยใหม่ด้วยหลัก “การพิชิตคำท้า 30 วัน”
    1. เลือกนิสัยออกมาเดือนละหนึ่งอย่าง
    2. เขียนแผนการขึ้นมาระบุให้ชัดเจนว่าเป้าหมายในแต่ละวันคืออะไร ทำเมื่อไหร่
    3. ประกาศเป้าหมายให้คนอื่นรับรู้ บอกให้คนอื่นรู้ว่ากำลังสร้างนิสัยใหม่
    4. รายงานความคืบหน้ารายวัน บอกคนเหล่านั้นว่าเราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละวันหรือไม่
    5. ฉลองให้กับนิสัยใหม่! เมื่อผ่านไป 30 วัน เราจะมีนิสัยใหม่
  • ความมุ่งมั่น + ความรับผิดชอบ + กำลังใจ + แรงบันดาลใจ = สร้างนิสัยใหม่ได้สำเร็จ

เริ่มต้นทีละน้อย

  • จงเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้จะรู้ว่าตัวเองสามารถรับมือได้มากกว่านั้น
  • จงเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง เพราะเราจะยึดมั่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้มากกว่าการพยายามโหมเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคราวเดียว
  • เริ่มต้นทีละน้อย ช่วยให้เราจำกัดขอบเขตความสนใจ เพิ่มพลังและความกระตือรือร้น รับมือได้ง่าย ประกันความสำเร็จ และยั่งยืน
  • ตัวอย่างนิสัยที่เริ่มต้นทีละน้อย ตื่นเร็วขึ้น 15 นาที จดจ่อกับงานตรงหน้าให้นานขึ้น 5-10 นาที จำกัดการเช็กอีเมลวันละ 2 ครั้ง ค่อย ๆ จัดการงานเล็ก ๆ แทนจำการกับทุกสิ่งทีคราเดียว

เป้าหมาย และโครงการที่เรียบง่าย

  • การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องง่าย แต่การบรรลุเป้าหมายที่ให้ผลลัพธ์นั้นยากมาก เพราะต้องอาศัยพลัง การจดจ่อ และแรงจูงใจ ซึ่งเราแต่ละคนมีทั้งสามสิ่งนี้อยู่อย่างจำกัด
  • แก่นของการทำน้อยให้ได้มาก “แค่จำกัดจำนวนเป้าหมายให้น้อยลง แล้วเราจะบรรลุผลสำเร็จมากขึ้น”
  • ระบบเป้าหมายหนึ่งเดียว (One Goal System)
    1. เขียนเป้าหมายทั้งหมดแล้วเลือกมาเพียงเป้าหมายเดียว และจดจ่อกับมันจนกว่าจะเสร็จ
    2. แบ่งเป้าหมายย่อย จดจ่อเป้าย่อยที่จะทำสำเร็จได้ภายใน 1-2 เดือน
    3. กำหนดเป้าหมายประสัปดาห์ที่จะนำเราเข้าใกล้เป้าหมายย่อยมากขึ้น
    4. ลงมือทำทุกวัน โดยเลือกงาน 1 อย่างที่ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายประจำสัปดาห์ และทำเป็นสิ่งแรก
  • เขียนโครงการทั้งหมดในชีวิตออกมาทั้งเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว ครอบครัว องค์กร และอื่น ๆ แล้วเลือก 3 อันดับแรกที่สำคัญที่สุดออกมา แล้วเริ่มลงมือจนกว่าจะทำเสร็จหมด จากนั้นค่อยหันไปจดจ่อกับ 3 อันดับถัดไป
  • ในแต่ละวัน พยายามสร้างความคืบหน้าให้กับโครงการของเรา กำจัดสิ่งที่ทำให้วอกแวก และทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการทำทีละโครงการ
  • เคล็ดลับที่จะช่วยประสบความสำเร็จ คือ มีผลลัพธ์อยู่ในหัว (รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เสร็จแล้วเป็นอย่างไร) เปลี่ยนโครงการให้ย่อยเป็นงานชิ้นเล็ก ๆ ทุกเช้า ให้เลือกงานสำคัญที่สุดสามอย่าง ที่ต้องทำให้เสร็จในวันนั้น และทุกอาทิตย์ให้ทบทวนประเมินความก้าวหน้าว่าเข้าใกล้ความสำเร็จมากแค่ไหน มีส่วนใดต้องทำอีกบ้าง

งานที่เรียบง่าย

  • จงจำไว้ว่า เราไม่ได้ทำอะไรจนกว่าจะลงมือทำงานจริง ๆ
  • ทำงานที่สำคัญก่อนเสมอ งานที่สำคัญที่สุดก็คือ งานที่เราอยากทำหรือจำเป็นต้องทำให้เสร็จในวันนี้
  • กุญแจสำคัญคือ แต่ละวันต้องมีงานสำคัญที่สุดหนึ่งอย่างต้องเกี่ยวข้องกับเป้าหมาย วิธีนี้ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่ากำลังทำในสิ่งที่ดึงให้ตัวเองเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นทุก ๆ วัน
  • ถ้างานมีขนาดใหญ่เกินไป จงแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่สามารถทำเสร็จได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ยิ่งแบ่งงานให้เล็กลงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
  • เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนงานสำคัญออกไป ให้ลองคิดว่าจะแบ่งมันออกเป็นงานที่เล็กลงได้หรือไม่ จากนั้นเริ่มลงมือทำ

การบริหารเวลาที่เรียบง่าย

  • จงทำให้การบริหารเวลาเรียบง่ายและหลีกเลี่ยงความเคร่งครัดตายตัวหรือตารางเวลาที่ซับซ้อน
  • ในแต่ละวัน จงให้ทำงานที่สำคัญจงใช้ชีวิตไปตามช่วงเวลาในขณะนั้น แทนที่จะปล่อยให้ชีวิตถูกควบคุมด้วยปฏิทิน
  • จงจัดลำดับความสำคัญของงาน และในแต่ละชั่วขณะ ให้เราตัดสินใจว่าควรทำอะไรโดยพิจารณาจากลำดับความสำคัญของงาน เวลา และระดับพลังที่มี
  • ทำทีละงาน และจมอยู่กับมัน หรือเรียกว่า การเข้าภาวะลื่นไหล (Flow) เป็นภาวะจิตใจที่ก่อตัวขึ้นเมื่อเราหมกมุ่นอยู่กับงานจนไม่สนใจเวลาและโลกรอบตัว
  • เคล็ดลับช่วยดึงตัวเองให้เข้าสู่ภาวะลื่นไหล
    1. เลือกงานที่เราชอบ
    2. เลือกงานที่ท้าทายแต่พอ
    3. กำจัดสิ่งที่ทำให้วอกแวก
    4. หมกหมุ่นอยู่กับงาน
  • จงจดจ่อกับความเรียบง่าย การลดจำนวน และการกำจัดทิ้งไปอยู่เสมอ หลังจากนั้นจึงค่อยจดจ่อกับสิ่งสำคัญ แล้วทุกอย่างจะง่ายไปเอง
  • การจัดกลุ่มของงานช่วยประหยัดเวลาได้ เช่น แทนที่จะโทรทั้งวัน ให้เขียนรายชื่อคนที่ต้องติดต่อด้วย แล้วค่อยโทรในคราวเดียว หรือ ให้ทำธุระทั้งหมดในคราวเดียวเพื่อประหยัดเวลาออกจากบ้าน

อีเมลที่เรียบง่าย

  • การบริหารอีเมล
    1. จำกัดกล่องข้อความขาเข้า (ยิ่งเรามีกล่องข้อความขาเข้าน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น)
    2. จำกัดเวลา และจำนวนครั้งต่อวัน
    3. อย่าทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า
    4. ปิดการแจ้งเตือน
    5. ลดจำนวนอีเมลที่หลั่งไหลเข้ามา
    6. เขียนให้น้อยลง
    7. กุญแจสำคัญในการทำน้อยให้ได้มากสำหรับอีเมลก็คือ เขียนอีเมลให้สั้นแต่ทรงพลัง (สื่อเฉพาะใจความสำคัญและจำกัดเวลาในการเขียน)

อินเทอร์เน็ตที่เรียบง่าย

  • ลองใช้โปรแกรมติดตามการใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตของเรา เช่น โปรแกรม Toggl, Tick, yaTimer แล้วเราจะรู้ว่าใช้เวลากับอะไรไปเท่าไหร่บ้าง
  • ลองทำงาน โดยไม่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อฝึกการจดจ่อ
  • วางแผนการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีสติ โดยการสร้างข้อจำกัด (เช่น กำหนดด้วยเวลา) และใช้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
  • ลองตั้งใจว่าจะหยุดการเสพติดอินเทอร์เน็ตให้ได้อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

ภาระหน้าที่ที่เรียบง่าย

  • ตัวอย่าง ภาระหน้าที่ของเรา เช่น การงาน การพบลูกค้า การเป็นพลเมืองที่ดี ภาระต่อครอบครัว งานอดิเอก งานพิเศษ กีฬา การออกกำลังกาย การเข้าสังคม
  • จงตัดภาระหน้าที่ที่ไม่สำคัญทิ้ง เพื่อให้เรามีเวลาสำหรับสิ่งที่สำคัญต่อตัวเราเองอย่างแท้จริง
  • ฝึกพูดว่า “ไม่” เวลาของเราเป็นสิ่งล้ำค่าและมีอยู่อย่างจำกัด จงปกป้องเวลาของเรา เพราะมันเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่สุด จงรักษามันไว้ด้วยชีวิต
  • ขั้นตอนการสร้างชีวิต สิ่งที่เรารัก
    1. เขียนสิ่งที่อยากทำอย่างแท้จริง 4-5 อย่าง (รายการหลัก)
    2. กำจัดสิ่งที่ไม่สำคัญของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
    3. หาเวลาและจัดตารางให้กับสิ่งที่มีอยู่ในรายการหลักอยู่ในชีวิตของเรา
  • เมื่อเราตัดสินใจว่าอยากใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เราก็แค่ทำให้ช่วงเวลานั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก และปฏิเสธและยกเลิกภาระหน้าที่อื่น ๆ ไป
  • เคล็ดลับในการทำให้ชีวิตส่วนตัวเรียบง่ายขึ้น
    1. มองย้อนกลับไปและคิดทบทวนว่าอะไร คือ สิ่งสำคัญ สิ่งใดที่ต้องการทำอย่างแท้จริง ใครที่เราอยากใช้เวลาอยู่ด้วย เราอยากทำงานอะไรให้สำเร็จ
    2. เราไม่สามารถทำทุกสิ่งได้ เราก็ควรทำแต่สิ่งที่มีความสำคัญจริง ๆ ดังนั้น กำจัดภาระหน้าที่ที่ไม่สำคัญทิ้งไป
    3. อย่าเพิ่มสิ่งที่ต้องทำเข้าไปในแต่ละวัน ให้ลดจำนวนลงเหลือแค่สิ่งสำคัญสามอย่างก็พอ เมื่อทำสิ่งสำคัญทั้งหมดเสร็จแล้วค่อย ทำอีกสามอย่างที่สำคัญน้อยกว่า
    4. จงตัดสิ่งที่ไม่สำคัญทิ้งไปให้มากที่สุดจนกว่าจะเหลือเพียงสิ่งสำคัญเท่านั้น มันจะช่วยให้เราเร่งรีบน้อยลงและจดจ่อได้มากขึ้น
    5. จะทำงาน อาบน้ำ แปรงฟัน ทำอาหารเย็น หรือขับรถไปทำงาน จงลดความเร็วลง ลองสนุกกับมัน แทนที่จะปล่อยหัวสมองล่องลอยไปกับสิ่งอื่น จงอยู่กับช่วงเวลานี้
    6. จงทำไปทีละอย่างและทำให้ดี
    7. หาเวลาอยู่ตามลำพัง
    8. ฝึกอยู่กับปัจจุบัน

กิจวัตรประจำวันที่เรียบง่าย

  • การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด คือ การค้นพบความสงบในจิตใจจากกิจวัตรยามเช้า
  • วิธีสร้างกิจวัตรประจำวัน
    1. จดจ่อ จัดให้กิจวัตรประจำวันเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด
    2. ทำให้มันดูคุ้มค่า เริ่มต้นวันดี ๆ ด้วยการจัดกิจกรรมที่น่าสนุกไว้ในตอนเช้า กิจวัตรที่น่าพึงพอใจมีแนวโน้มที่จะทำให้เราตั้งหน้าตั้งตารอได้
    3. บันทึกความก้าวหน้า รายงานผลทุกวัน กุญแจสำคัญอยู่ที่การติดตามดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนในช่วงที่ผ่านมา

สะสางพื้นที่ทำงาน และลดความเร็วลง

  • โต๊ะทำงานที่เป็นระเบียบจะช่วยให้เราจดจ่อกับงานตรง และมอบความรู้สึกสงบ ลดระดับความเครียด
  • มนุษย์เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้ใช้ชีวิตรูปแบบที่ใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว จงเรียนรู้ที่จะดึงจังหวะให้ช้าลง แล้วเราจะมีความสุขยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพ การทำงานได้มากดีมากขึ้น
  • จงเรียนรู้ที่จะชะลอความใส่ใจ ลองหันความใส่ใจจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป แล้วเราจะเริ่มมองเห็นอะไรมากขึ้น
  • ลองทำงานให้ช้าลง พูดให้ช้าลง กินให้ช้าลง ขับรถให้ช้าลง และเดินให้ช้าลง

การดูแลสุขภาพร่างกายที่เรียบง่าย

  • ขั้นตอนที่ 1 : สร้างนิสัยการออกกำลังกาย (เริ่มต้นจากเบา ๆ กำหนดตาราง ทำเป็นประจำ หาเพื่อน คอยรายงานให้คนอื่นรับรู้ และสนุกกับมัน)
  • ขั้นตอนที่ 2 : สร้างนิสัยการกินอย่างค่อยเป็นค่อยไป (กินเมื่อรู้สึกหิวเล็กน้อย กินอาหารเบา ๆ กินช้า ๆ กินอิ่มพอประมาณ)
  • ขั้นตอนที่ 3 : ความต่อเนื่อง เป้าหมายระยะสั้น และสำนึกรับผิดชอบ (ค่อย ๆ เพิ่มระดับและความหลากหลายของการออกกำลังกาย กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหลากหลาย กำหนดเป้าหมายระยะสั้น และจดบันทึกทุกการกระทำ เมื่อทำเสร็จ อย่าลืมให้รางวัลตัวเอง

ว่าด้วยเรื่องแรงจูงใจ

  • หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ การค้นหาแรงจูงใจที่จะยึดมั่นอยู่กับเป้าหมาย
  • แรงจูงใจคือสิ่งที่ผลักดันเราไปสู่เป้าหมาย เป็นสิ่งที่ทำให้เราก้าวต่อไปเมื่ออะไร ๆ เริ่มยากลำบาก มันคือเหตุผลที่ทำให้เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอะไรบางอย่าง หรือทำงานจนดึกดื่นเพื่อให้งานสำเร็จ
  • วิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองตั้งแต่จุดเริ่มต้น
    1. เริ่มต้นทีละน้อย
    2. เป้าหมายหนึ่งเดียว
    3. ตรวจสอบแรงจูงใจว่าทำเพื่ออะไร
    4. ต้องการอย่างสุดหัวใจ (หลงใหล ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นสุดขีด และโหยหาอย่างสุดหัวใจ)
    5. ประกาศให้คนอื่นรับรู้
    6. รู้สึกตื่นเต้นกับเป้าหมาย (จินตนาการให้เห็นถึงประโยชน์ของการบรรลุเป้าหมาย)
    7. อย่าเริ่มต้นทันที แต่จงกำหนดวันเริ่มต้นเพื่อสร้างความคาดหวัง
    8. พิมพ์เป้าหมายออกมาแปะไว้