สรุปหนังสือ เทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ

📚 สรุปหนังสือ เทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ

👋 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

การอ่านหนังสือโดยปราศจากเทคนิคและวิธีการที่ถูกต้องจะทำให้เราเสียเวลาโดยเปล่า เพราะอ่านมากแค่ไหน สุดท้ายจำไม่ได้หรือไม่ได้นำมาใช้ ก็ไร้ประโยชน์ โดยสรุปหนังสือเล่มนี้แก่นการอ่านให้ไม่ลืมคือ อ่าน (รับข้อมูล) แล้วนำไปแบ่งปัน (ส่งออกข้อมูล)

ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ 🙏
blank
ตอนนี้เรามีช่อง YouTube แล้ว! Podcast สำหรับคนรักหนังสือและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ กดติดตาม ผมจะรู้สึกดีมากครับ
blank

😎 1 ประโยคที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้

“ไม่มีใครหัวไม่ดี แต่เป็นเพราะเรียนรู้ผิดวิธี หรือไม่รู้หลักการเรียนรู้ต่างหาก”

สรุปหนังสือ แค่อ่านหนังสือถูกวิธีก็เป็นคนหัวดีได้ เขียนโดย Kang Seung Tae

  • วิธีเพิ่มความรู้ที่ง่าย สะดวก และประหยัดที่สุดคือ การอ่านหนังสือ
  • การอ่านหนังสือเปรียบเสมือน อาวุธทางปัญหาที่แข็งแกร่งที่สุดที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้
  • หากอ่านหนังสือแล้วไม่เคยจำเนื้อหาได้ แสดงว่าความรู้ที่อยู่ในหนังสือไม่ได้ตกตะกอนหลงเหลือในตัวเราเลย
  • อ่านแล้วลืมเลย ต่อให้อ่านได้ปีละ 100 เล่มก็ไม่สร้างอะไรที่แตกต่างในชีวิตได้
  • ตราบใดที่ยังอ่านหนังสือด้วยวิธีที่ผิด จะตั้งใจหรือใช้เวลากับมันเพิ่มขึ้นแค่ไหนก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
  • มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งรับเข้าได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งออกไปได้มากเท่านั้น และหนึ่งในวิธีรับเข้าที่ดีที่สุดก็คือการอ่านหนังสือ
  • การอ่านหนังสือมอบทุกอย่างที่สำคัญในชีวิตเราไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ข้อมูล ความรู้ ความสัมพันธ์ สุขภาพ
  • หนังสือเป็นทางลัดที่ช่วยให้เราเข้าถึงความรู้ได้รวดเร็วกว่าการไปหาข้อมูลวิเคราะห์เองเป็น 100 เท่า
  • หนังสือที่ดี สามารถย่นเวลาในการทำอะไรบางอย่างได้ เช่น ซื้อหนังสือคู่มือการเล่น Tiktok ทำให้ย่นระยะเวลาในการลองผิด ลองถูกได้
  • เวลาอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ควรหาหนังสือมาอ่าน
  • การซื้อหนังสือ = การซื้อประสบการณ์ในราคาประหยัด
  • เราไม่ได้มีความสามารถน้อยกว่าคนที่เก่ง แต่เพราะพวกเขามีข้อมูลและความรู้มากกว่าเท่านั้นเอง
  • อยากพัฒนาด้านการงานให้อ่านหนังสือ ให้มากที่สุด ยิ่งอ่านมาก ก็จะยิ่งมีความพร้อมเผชิญกับปัญหาและมีทักษะมากขึ้น
  • ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างคนที่อ่านหนังสือกับคนที่ไม่อ่านหนังสือคือ ทักษะด้านการใช้ภาษา
  • การอ่านหนังสือช่วยจัดความเครียดและความกังวล เพราะหนังสือเต็มไปด้วยข้อมูลและความรู้ ถ้าอ่านแล้วนำไปประยุกต์ใช้ มันก็จะช่วยแก้ปัญหาที่มีได้
  • เวลาที่มีเรื่องกลุ้มใจ ให้ลองซื้อหนังสือที่เขียนถึงวิธีแก้ปัญหาที่กำลังมีอยู่มาอ่านดูสักเล่ม
  • งานวิจัยพบว่า ถ้าอ่านหนังสือในบรรยากาศที่เงียบสงบนาน 6 นาที ความเครียดจะลดลงได้มากกว่า 2 ใน 3
  • งานวิจัยพบว่า การอ่านหนังสือไม่เพียงช่วยให้เรารู้มากเท่านั้น แต่ยังทำให้สติปัญญาดีขึ้น ไหวพริบเฉียบคมขึ้น กระตุ้นสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และฉลาดในด้านอารมณ์และสังคมด้วย
  • ความฉลาดของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ แม้ว่าจะอายุเลย 30 หรือ 50 ปีแล้วก็ตาม
  • ปัจจัยที่กำหนดระดับไอคิวคือพันธุกรรม และสำคัญรองมาคือปริมาณการอ่านหนังสือ ดังนั้น ยิ่งอ่านมาก ยิ่งมีไอคิวมาก
  • การอ่านหนังสือวรรณกรรม สามารถช่วยพัฒนาทักษะการรับรู้และทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นจากสีหน้าได้
  • ถ้ารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ การงาน หรือรายได้ ให้เริ่มจากการอ่านหนังสือ
  • หนังสือเป็นสิ่งที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้คนเอาไว้ เมื่ออ่านจะได้พบกับประสบการณ์ที่ตัวเราเองไม่มีวันได้พบ
  • การอ่านหนังสือช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ จงค้นหาหนังสือแห่งโชคชะตาของตัวเอง ซึ่งเป็นหนังสือที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เจอ
  • ยิ่งมีตัวเลือกมากก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมาก เช่น ระหว่างคนที่คิดหาวิธีที่ทำให้มีรายได้ 10 ล้านต่อปี ได้ 10 วิธีกับคนที่คิดได้เพียงวิธีเดียว คนที่รู้วิธีเยอะกว่าย่อมมีโอกาสมากกว่า
  • การอ่านหนังสือมาก ๆ จะช่วยเพิ่มตัวเลือก โอกาส คุณค่า และมูลค่าให้กับตัวเราในอนาคต
  • การสำรวจหลายครั้งพบว่า ยิ่งคนเราอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะมีรายได้ต่อปีสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ควรหยุดแค่การอ่าน แต่ต้องตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านเพื่อให้เปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมของเราได้
  • อยากอ่านหนังสือให้ได้มาก ให้เริ่มจากการอ่านหนังสือที่ทำให้เรารู้สึกสนุก
  • เทคนิคการท่องจำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ เมื่อรับข้อมูลเข้าสู่สมองแล้ว ต้องทำการส่งข้อมูลออก (เช่น พูดให้เพื่อนฟัง เขียนลง facebook) ให้ได้ 3-4 ครั้งภายใน 7-10 วัน
  • สิ่งหนึ่งที่คนอ่านหนังสือได้เยอะทำกันคือ การอ่านหนังสือในขณะว่างช่วงสั้น ๆ เช่น บนรถไฟ ระหว่างเดินทาง ระหว่างพักเที่ยง ระหว่างรออะไรบางอย่าง
  • ถ้าอยากอ่านหนังสือให้ได้มากกว่าเดิม ต้องกำหนดให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ แล้วลดเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มีความสำคัญน้อยกว่า
  • ในแต่ละวัน ควรตั้งเป้าหมายว่าวันนี้จะอ่านเล่มไหน แล้วพกมันติดตัวไปทุกที่ และหยิบขึ้นมาอ่านเมื่อว่าง
  • ถ้าอ่านแล้วไม่สามารถอธิบายเนื้อหาของหนังสือได้ แสดงว่าการอ่านนั้นจะเปล่าประโยชน์
  • สิ่งที่สำคัญที่สุดในการอ่านไม่ใช่ปริมาณแต่เป็นคุณภาพ
  • เราจะจำได้ดีขึ้น ถ้าใช้ปากกาเน้นข้อความ และเขียนจดโน้ตขณะอ่านหนังสือ
  • การทยอยอ่านเป็นเวลาสั้น ๆ 15 นาที จะช่วยให้จำได้มากกว่าการอ่านรวดเดียวจบ
  • การอ่านหนังสือครั้งละ 15 นาทีช่วยให้มีสมาธิกับการอ่านมากที่สุด
  • งานวิจัยพบว่า การอ่านหนังสือก่อนนอนช่วยผ่อนคลายความเครียดได้มากกว่าวิธีอื่นใด
  • คนที่อ่านเร็วมักเริ่มจากการสแกนหรือเปิดดูผ่าน ๆ ทั้งเล่มก่อนแล้วค่อยลงมืออ่านแบบจริงจัง
  • วิธีเรียนรู้ที่ดีสำหรับการอ่านคือ เลือกอ่านหนังสือที่ยากในระดับพอดี
  • ทุกครั้งที่ซื้อหนังสือมาใหม่ ต้องเริ่มอ่านทันที ไม่งั้นเราจะลืมและไม่อ่านในที่สุด
  • การไปพบนักเขียนจะทำให้เข้าใจเนื้อหาในหนังสือได้ดีขึ้น และเกิดแรงบันดาลใจที่จะอ่านมากขึ้น
  • ความถูกหรือแพงของหนังสือไม่ได้ตัดสินกันที่ราคา แต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก และประโยชน์ที่จะได้รับของแต่ละคน
  • เวลาเลือกหนังสือให้ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง เลือกหนังสือที่อยากอ่านแทนที่จะเลือกหนังสือขายดี
  • อย่าตั้งความหวังว่าหนังสือทุกเล่มที่ซื้อจะคุ้มราคา
  • การตั้งงบไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เลือกซื้อหนังสือได้อย่างสบายใจขึ้น
  • แต่ละปีต้องคอยจัดหนังสือให้เป็นระเบียบเป็นระยะ เทคนิคคือการจัดโดยแบ่งตามประเภทหนังสือ
  • การอ่านหนังสือคือการลงทุน ซึ่งหนังสือแต่ละแบบก็จะให้ผลกำไรที่แตกต่างกันไป
  • หากมีเงินเก็บ 10,000 บาท การเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหนังสือมาอ่านเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการเอาเงินไปฝากธนาคาร เพราะเมื่ออ่านจบมีความรู้ สามารถนำความรู้นั้นไปหาเงินเพิ่มได้มากกว่าเงินจมอยู่ในธนาคาร
  • วิธีแก้ปัญหาเกือบทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในหนังสือเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ว่าจะอ่านแล้วนำมันไปใช้หรือไม่เท่านั้น